คืนดี 
หลังจากไม่ยอมมองหน้ากันอยู่หลายวัน ภรรยาก็อยากคืนดีกับสามี จึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า "คุณขา
เรามาคืนดีกันดีกว่า อย่าได้ทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลย เอาอย่างนี้ดีไหม เรามาตกลงกัน คุณอย่าตบตีฉัน ส่วนฉันก็จะเลิกด่าว่าคุณ"
"ตกลง เราคืนดีกัน แต่เธอต้องทำอย่างที่พูดนะ ขืนด่าว่าฉันอีก ฉันจะอัดเธอติดข้างฝา" สามีพูด
"เชอะ! เจ้าคนปากเสีย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังจะมาคิดตบตีฉันอีก" ภรรยาโต้ตอบทันควัน
การคืนดีไม่ใช่เป็นเรื่องการทำสัญญาหรือข้อตกลง สัมพันธภาพจะงดงามหรือสานต่อยั่งยืนได้ มิได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมภายนอกอย่างเดียว หากยังต้องอาศัยปัจจัยที่ลึกไปกว่านั้น นั่นคือจิตใจ ก่อนที่จะคิดปรับพฤติกรรมของตนหรือเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยนนิสัย เราต้องปรับจิตหรือเตรียมใจของตนเป็นเบื้องแรก เช่น อดทนอดกลั้นให้มากขึ้น ทำใจให้หนักแน่น ไม่หุนหันพลันแล่นไปตามนิสัยเดิม หมั่นมองอีกฝ่ายในแง่ดี และพร้อมจะให้อภัยหากเขายังไม่เปลี่ยนอย่างที่พูด หรือไม่เป็นไปอย่างที่หวัง
แทนที่จะคาดหวังให้เขาทำดีกับเราก่อน เราเองควรเป็นฝ่ายเริ่มต้น แทนที่จะให้เขาระวังมือระวังเท้าของตน เราเองควรเป็นฝ่ายระวังจิตของตัว คอยดูใจ ไม่เผลอตอบโต้ทันทีที่ผิดหูผิดใจ หรือปล่อยตัวไปตาม วัฏจักรเดิม สติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการคืนดี สำคัญกว่าการทำข้อตกลงมากมายนัก
ปราศจากสติเสียแล้ว สัญญาก็ถูกฉีกก่อนที่น้ำหมึกหรือน้ำคำจะเหือดแห้งเสียอีก เมื่อมีสติแล้ว ปัญญาก็ตามมา ปัญหาต่าง ๆ หากเกิดขึ้น ก็สามารถแก้ไขได้อย่างถูกต้องตรงจุดด้วยวิธีการที่สันติ
ชีวิตในครอบครัวนั้นมักจะมีเรื่องให้ผิดหวังหรือขัดใจเสมอ แต่ถ้ามีสติและปัญญา รู้จักอดกลั้นทำใจให้เยือกเย็นสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบา ถึงคราวพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง ก็สามารถแสดงออกหรือบอกกล่าวด้วยความนุ่มนวล ไม่ต้องถึงกับต่อว่า เรียกว่ามีอุบายในการแก้ปัญหา ลองดูตัวอย่างเรื่องข้างล่าง
วิทูรย์เอาแต่ทำงาน ไม่ค่อยใส่ใจภรรยา ไปไหนมาไหนก็ไม่ซื้ออะไรมาฝากสมศรีภรรยา
ค่ำวันหนึ่ง
วิทูรย์กลับจากที่ทำงานด้วยความเหนื่อยอ่อน พอเข้าประตูบ้านเห็นขนมเค้กก้อนใหญ่อยู่บนโต๊ะ ซ้ำเทียนเล่มเล็ก ๆ สิบเล่มปักอยู่
"วันนี้เป็นวันเกิดของใครหรือ ทำไมมีขนมเค้กก้อนโต"
"สำหรับเสื้อผ้าที่ฉันใส่อยู่ตัวนี้ค่ะ ฉันใส่มาสิบปีแล้วจึงจัดงานครบรอบสิบปีให้มันค่ะที่รัก"
กลับด้านบน
|