เจ้าระเบียบ 
บอกก่อนนะครับว่าสองเรื่องข้างล่างนี้ไม่ใช่เรื่องขัน ถ้าใครเกิดขำขึ้นมา อย่าว่าก็แล้วกัน
หญิงผู้หนึ่งมาขึ้นเช็คเพื่อแลกเงินกับพนักงานธนาคาร
"ขอดูบัตรประชาชนครับ" พนักงานทำตามระเบียบของธนาคาร
"อะไรกัน" หญิงผู้นั้นอุทานด้วยความตกใจ แล้วพูดว่า "สมเกียรติ นี่ฉันเป็นแม่ของเธอนะ"
จบเรื่องที่หนึ่ง
วิมลจะซื้อรองเท้าคู่ใหม่ จึงวัดเท้าด้วยตัวเองอย่างพอดิบพอดี แต่พอไปถึงร้าน ก็พบว่าลืมเชือกวัดไว้ จึงรีบกลับบ้านไปเอาเชือกวัด
ครั้นกลับไปที่ร้านขายรองเท้า ปรากฏว่าร้านปิดแล้ว จึงกลับบ้านด้วยความหงุดหงิด เพื่อนบ้านทราบความ จึงถามว่า "ทำไมไม่ลองรองเท้าเองล่ะ"
วิมลตอบ "ฉันเชื่อเชือกที่วัดมากกว่าตัวเอง"
เรื่องที่สองจบแล้วครับ
ทั้งสองเรื่องบรรยายสถานการณ์ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เรื่องทั้งสองสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมอย่างเดียวกัน นั่นคือการยึดติดกับระเบียบแบบแผน หรือเกณฑ์วัดอย่างเหนียวแน่น จนไม่เพียงแต่จะมองข้ามวิจารณญาณ หรือความรู้สึกนึกคิดของตนเองเท่านั้น หากยังมองข้ามความเป็นจริงไปด้วย ทั้ง ๆ ที่เห็นทนโท่ว่าแม่มาเบิกเงิน แต่สมเกียรติก็ยังต้องขอดูบัตรประชาชนของแม่ เพียงเพราะธนาคารมีระเบียบเช่นนั้น
คนอย่างวิมลแม้จะดูเซ่ออย่างไม่น่าเชื่อ แต่ใช่หรือไม่ว่า บ่อยครั้งเราเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นไข้หรือเปล่า จนกว่าเทอร์โมมิเตอร์จะยืนยัน ทั้ง ๆ ที่ความรู้สึกรุม ๆ ก็บอกอยู่แล้ว
การเชื่อสิ่งนอกตัวมากกว่าตัวเองยังรวมไปถึงการติดยึดกับวัตถุสิ่งของ จนเอาสิ่งนั้นมาเป็นเกณฑ์วัดคุณค่าของตนเอง คนเป็นอันมากไม่มั่นใจในตัวเองจนกว่าจะได้ใส่โรเล็กซ์ ขี่เบนซ์ หรือมีบ้านราคาหลายล้าน คุณค่าของตนเองนั้น อันที่จริงดูได้จากคุณความงามความดีและสติปัญญาของตนเอง ถ้ามีองค์คุณเหล่านั้นอยู่กับตัว ก็มั่นใจในตัวเองได้ โดยไม่ต้องเอาทรัพย์สมบัตินอกตัว หรือสินค้ายี่ห้อดังมาเป็นเครื่องวัด
ระเบียบแบบแผน เกณฑ์วัด ค่านิยมของสังคม ถ้าไปยึดมันเป็นสรณะ จนละเลยความเป็นจริงหรือมองข้ามเนื้อหาสาระ กลายเป็นการหลงติดรูปแบบเมื่อไร ก็กลายเป็น 'สีลัพพตปรามาส' เมื่อนั้น ผลก็คือเกิดความทุกข์ทั้งเราและเขา
ระเบียบแบบแผนนั้นควรมีขึ้นเพื่อรับใช้เรา แต่บ่อยครั้งเราก็ยึดมั่นจนกลายเป็นนายเรา พ่อแม่เป็นอันมาก กำหนดกฎระเบียบขึ้นมาในบ้านเพื่อหวังให้ลูกเป็นคนดีมีความสุข แต่แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นกับระเบียบ จู้จี้จุกจิกเอาเป็นเอาตายกับมัน จนลืมมองดูผลที่เกิดกับลูก ปรากฏว่าระเบียบที่ยึดเหนียวแน่นกลับเป็นตัวผลักไสให้ลูก ๆ ปฏิเสธกฎเกณฑ์ กลายเป็นคนไม่มีวินัยตามใจตัว หาไม่ก็ทำให้ลูกไม่มีความสุขเวลาอยู่บ้าน คิดแต่จะหนีบ้านหรือห่างพ่อแม่ให้ไกล เลยไปมั่วสุมกับเพื่อนไม่ดีแทน ถ้าเจอแบบนี้ อย่าไปโทษลูกเลย โทษตัวเองเถิด
แม้แต่ระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่มุ่งหมายพัฒนาตนให้เป็นคนดี ที่เรียกว่าศีลหรือวินัย ก็ต้องระวังไว้เหมือนกัน ถ้าไปติดยึดมาก ๆ จะเกิดปัญหาได้ อย่างเรื่องข้างล่าง
ชายผู้หนึ่งมาปรึกษาหมอ บอกว่าเป็นโรคปวดหัวอย่างแรงตลอดเวลา ขอให้คุณหมอช่วยหน่อย
คุณหมอเริ่มวินิจฉัยทันที
"คุณดื่มเหล้ามากเกินไปหรือเปล่า"
"เหล้าน่ะเหรอ คนอย่างผมไม่แตะต้องของสกปรกพรรค์นั้นหรอก" ชายหนุ่มตอบ
"คุณสูบบุหรี่หรือเปล่า"
"บุหรี่น่ะน่ารังเกียจจะตาย มีแต่คนโง่ที่คาบมัน"
"แล้วคุณไปเที่ยวซุกซนบ้างไหม"
"ผมเป็นคนมีธรรมะนะครับคุณหมอ"
"บอกหมอซิ" หมอพูด "อาการปวดหัวของคุณ มันเจ็บแปลบ ๆ เหมือนมีอะไรกดใช่ไหม"
"ครับ" ชายหนุ่มตอบ
"หมอรู้แล้ว ปัญหาของคุณก็คือรัศมีความดีของคุณรัดแน่นเกินไปนั่นเอง สิ่งที่คุณต้องทำคือคลายมันออกซะบ้าง"
การอยู่ในศีลธรรม ไม่ข้องแวะกับอบายมุขนั้นเป็นของดี แต่พึงทำด้วยความเข้าใจ มิใช่ไปติดยึดมันจนเกิดอหังการ เห็นตนเองดีเลอเลิศ ส่วนใครที่ไม่ได้ทำอย่างตัวก็มองว่าแย่หมด จุดมุ่งหมายของศีลหรือวินัยนั้นคือ เพื่อให้ชีวิตมีสุขและเจริญงอกงาม แต่ถ้าเอามาใช้ยกชูหาง โดยที่ตัวเองไม่รู้สึกมีความสุขจากศีลเลย ศีลนั้นย่อมกลายเป็นของหนักที่ต้องแบกเอาไว้ตลอดเวลา จากเคร่งกลายเป็นเครียด และเป็นทุกในที่สุด
กลับด้านบน
|