คำตอบคือตัวปัญหา  

ชายคนหนึ่งได้หมวกมาใบใหม่ เขาภูมิใจนักหนากับหมวกใบนี้ ไปไหนมาไหนก็สวมหมวกใบนี้

วันหนึ่ง เขาตั้งใจเดินไปเยี่ยมเพื่อนที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ที่ขาดไม่ได้คือสวมหมวกใบนี้ไปด้วย แต่เนื่องจากเป็นหมวกสักหลาดปีกใหญ่ เวลาสวมใส่ยามบ่ายจึงร้อนอบอ้าวมาก เดินไปได้ไม่นานเหงื่อโชกไปทั้งหัว จนต้องแวะพักใต้ต้นไม้แล้วเขาก็ถอดหมวกมาพัดให้เย็นลง ระหว่างที่พัดไปก็บอกกับตัวเองว่า "วันนี้หากไม่มีหมวกใบนี้ ฉันคงร้อนตายแน่"

ชายผู้นี้ปลาบปลื้มกับหมวกใบใหม่ที่สามารถพัดคลายความร้อนได้ แต่ไม่ได้มองว่า ที่ตนร้อนจนเหงื่อโชกนั้น ก็เป็นเพราะหมวกใบเดียวกันนี่แหละ

มีสิ่งของมากมายหลายอย่าง ที่เราเข้าใจว่า ช่วยลดความยุ่งยากเดือดร้อนในชีวิต แต่หากลองใคร่ครวญดูจะพบว่าความยุ่งยากนั้นแท้จริงมิได้มาจากไหน หากมาจากสิ่งของต่าง ๆ ที่เราชื่นชมนั่นแหละ รถยนต์นั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจน แม้มันจะช่วยให้เราไม่ต้องทุกข์ทรมานระหว่างการจราจรแน่นขนัด ควันพิษมลภาวะจะมากมายเพียงใด ก็ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะอยู่ในรถติดแอร์ แต่มิใช่เป็นเพราะรถยนต์หรอกหรือ การจราจรทุกวันนี้ถึงแน่นขนัดและเต็มไปด้วยมลพิษ

อุปกรณ์ไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกก็เช่นกัน ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยทุ่นเวลาให้เราท่ามกลางชีวิตที่วุ่นวาย แต่ใช่หรือไม่ว่า สาเหตุที่ชีวิตเราวุ่นวายและมีเวลาว่างน้อยลง ก็เนื่องมาจากเรามัวแต่ทำมาหากิน เพื่อจะได้มีเงินมาซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ ถ้าหากเราลดความต้องการในเทคโนโลยีเหล่านี้ เราจะมีเวลามากขึ้น ชีวิตจะวุ่นวายน้อยลง เพราะไม่จำเป็นต้องหาเงินให้มาก ๆ อย่างที่มักเป็นกัน

ดูเผิน ๆ เครื่องเอกซเรย์ก็ช่วยให้สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งได้แต่เนิ่น ๆ แต่บ่อยครั้งมันเองนั่นแหละที่มีส่วนทำให้คนเป็นมะเร็งกันมากขึ้น

มองให้กว้างออกไป เขื่อนต่าง ๆ ที่เราชื่นชมว่าช่วยป้องกันน้ำท่วม หรือช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งนั่น สืบสาวไปจะพบว่า สาเหตุที่น้ำท่วมบ่อยขึ้น ภัยแล้งรุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะการทำลายป่าเพื่อมาสร้างเขื่อนนั่นเอง

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นทางออกนั้น บ่อยครั้งมันคือตัวปัญหา ดังนั้นก่อนที่เราจะนิยมยกย่องสิ่งใดก็ตามว่าช่วยให้ชีวิตเรายุ่งยากน้อยลง ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามันไม่ใช่ต้นตอแห่งความยุ่งยากในชีวิต (และในสังคม)

ถ้าเราแยกไม่ออกว่าอะไรคือตัวก่อปัญหากันแน่ ต่อไปเราก็คงแยกไม่ออกว่า อะไรคือทุกข์ อะไรคือวิธีบรรเทาทุกข์ ในที่สุดเราอาจเป็นอย่างเศรษฐีในเรื่องข้างล่างก็ได้

ทองหนักเป็นเศรษฐีระดับพันล้านที่ร่ำรวยจากกองมรดก เขาไม่เคยรู้ว่าคนจนเขาอยู่กันอย่างไร เช้าวันหนึ่งกลางฤดูหนาว เขามองออกไปนอกคฤหาสน์ เห็นขอทานคนหนึ่งยืนต้านลมหนาวอยู่ใต้ต้นไม้ ตัวสั่นเทา เขารู้สึกแปลกใจ จึงถามบริวารว่า

"ทำไมคนคนนี้ถึงตัวสั่นเทาขนาดนั้น"

"ก็เพราะว่าอากาศหนาวมากครับ" บริวารตอบ

ทองหนักแปลกใจอย่างยิ่งจึงพูดว่า

"อ้าว สั่นอย่างนี้ทำให้เขาหายหนาวไม่ใช่หรือ"



   กลับด้านบน