Budnet.info                                                                                                                                                                                                        กลับหน้าหลัก

เส้นโค้งแห่งสุขจากทรัพย์

จาก...หนังสือเส้นโค้งแห่งความสุข  งานเขียนโดย....รินใจ

         แม้พุทธศาสนาจะถือว่า นิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง แต่ก็มิได้ปฏิเสธคุณประโยชน์ของทรัพย์สินเงินทอง พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า ทรัพย์เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอย่างหนึ่ง อย่างน้อย ๆ การมีทรัพย์ก็ช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ไปได้หลายส่วน ดังมีพุทธพจน์รับรองว่า "ความจนเป็นทุกข์ในโลก" และ "การกู้หนี้เสียดอกเบี้ยเป็นทุกสำหรับคฤหัสถ์"

     อย่างไรก็ตามความสุขจากทรัพย์นั้นมีหลายระดับหลายประเภท แต่ละประเภท พุทธศาสนาก็มีท่าทีต่างกันออกไป ถ้าจะจำแนกตามระดับหรือขีดขั้น การบริโภคเพื่อประโยชน์ส่วนตัวก็สามารถแยกความสุขจากทรัพย์ได้เป็น ประเภท คือ

๑) ความสุข เพราะพ้นจากความหิวโหยหรือภัยคุกคามชีวิต
๒) ความสุข เพราะความสะดวกสบาย
๓) ความสุข เนื่องจากอยู่ดีกินดี
๔) ความสุข เนื่องจากมีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย

   คนเป็นอันมากเข้าใจว่าพุทธศาสนาสนับสนุนความสุขประเภทแรกเท่านั้น คือ มีทรัพย์พอให้ชีวิตดำรงอยู่

ได้แต่ที่จริงพระพุทธองค์ทรงเห็นว่า ความสุขอันเกิดจากความสะดวกสบายก็สำคัญ ดังทรงสอนให้บุคคลรู้จักทำความสบายแก่ตนเองเพื่อจักมีอายุยืน (อายุวัฒนธรรม) ทั้งยังทรงให้ความสำคัญกับหลักธรรมเรื่องสัปปายะ ซึ่งคลุมไปถึงการมีที่อยู่และอาหารที่เกื้อกูลหรือ "สบาย" ด้วย (ไม่ใช่เพียงแค่คุ้มหัวหรือพอประทังชีวิตให้อยู่รอดได้เท่านั้น)

     นอกจากนั้นในหมวดธรรมว่าด้วยกามโภคี ก็ทรงสรรเสริญคนที่ไม่เพียงแต่จะหาทรัพย์มาโดยชอบธรรมเท่านั้น แต่ยังใช้ทรัพย์เลี้ยงตัวเองให้มีความสุข คือมีความสะดวกสบายด้วย มีบางพระสูตรที่พระองค์ทรงตำหนิคนรวยที่ตระหนี่ถี่เหนียว เลี้ยงตัวให้ลำบาก ด้วยการบริโภคอาหารเพียงปลายข้าวกับน้ำส้ม สวมเสื้อผ้าแบบหยาบ ๆ

      แต่ถ้าเลยพ้นความสะดวกสบาย กลายเป็นการแสวงหาและใช้ทรัพย์เพื่ออยู่ดีกินดี หรือมีชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยแล้วพุทธศาสนาไม่สรรเสริญ สาเหตุประการหนึ่ง ก็เพราะทรัพย์ดังกล่าว นอกจากจะไม่ก่อประโยชน์แก่ผู้อื่นแล้ว มันยังเป็นโทษหรือก่อทุกข์แก่เจ้าของ

     ในทางพุทธศาสนาถือว่า ทรัพย์นั้นสามารถให้ความสุขแก่เจ้าของได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากเลยระดับนั้นไป แม้ทรัพย์จะเพิ่มมากขึ้นแต่ความสุขกลับลดลง ขณะที่ความทุกข์เพิ่มมากขึ้น สำหรับคนที่อดอยากหิวโหย เงิน ๑๐ บาท ให้ความสุขแก่เขาอย่างล้นเหลือเพราะมันหมายถึงอาหารต่อชีวิต เมื่อเขาพ้นจากความหิวโหย เริ่มกินอิ่มนอกอุ่น เงินจำนวนเดียวกันนั้นย่อมให้ความสุขแก่เขาได้น้อยลง เขาจะมีความสุขเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเพิ่มจำนวนเงินขึ้นเป็น ๑,๐๐๐ บาท สำหรับซื้อวิทยุหรือโทรทัศน์

     ครั้นมีงานทำมั่นคง ชีวิตสะดวกสบายขึ้น ความสุขจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีเงินมากขึ้นเป็นแสนสำหรับซื้อรถยนต์ เมื่อฐานะความเป็นอยู่ดี ขึ้นถึงขั้นอยู่ดีกินดีหรือหรูหราล้นเหลือ ความสุขจะคงตัวอยู่ในระดับเดิมหรือกระเตื้องขึ้นได้ ต้องอาศัยเงินนับล้านเป็นฐานรองรับ แต่สำหรับคนเป็นอันมาก มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ว่าจะมีเงินเพิ่มขึ้นเท่าไร ก็ไม่สามารถทำให้ตนประสบกับสุขระดับเดียวกับสมัยที่กินอิ่มนอนอุ่น หรือมีชีวิตแบบสะดวกสบายตามอัตภาพ พูดอีกอย่างคือเงินล้านสำหรับเศรษฐี ให้ความสุขน้อยกว่าเงิน ๑๐ บาทที่อยู่ในมือคนหิวโหย

     ข้อความข้างต้นจะเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น หากนึกถึงเส้นกราฟครึ่งวงรีหรือพาราโบลา (ความคิดและเส้นกราฟดังกล่าวดัดแปลงจากหนังสือเรื่อง Your Money or Your Life โดย Joe Dominguez และ Vicki Robin) จะเห็นว่าความสุขระดับความอยู่รอดนั้น อาศัยทรัพย์เพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถเพิ่มขีดขั้นความสุขขึ้นได้อย่างรวดเร็ว จากความอยู่รอดมาเป็นความสะดวกสบาย ความสุขยังสามารถเพิ่มขึ้นได้แต่ต้องอาศัยทรัพย์เพิ่มขึ้น กระนั้นความสุขก็เพิ่มขึ้นได้ไม่มากนัก การมีทรัพย์มากขึ้นยังสามารถทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างช้า ๆ แต่เมื่อทรัพย์เพิ่มขึ้นถึงจุดหนึ่ง ความสุขจะเริ่มลดลง และจะลดลงเรื่อย ๆ เป็นปฏิภาคผกผันกับจำนวนทรัพย์ที่มี

  เห็นได้ว่าความสุขจากทรัพย์นั้นมีขอบเขตจำกัด ทรัพย์นั้นจะก่อให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตราบใดที่ความสุขที่หมายมุ่งนั้นยังเป็นความสุขระดับความอยู่รอด หรือเพื่อยังชีวิตให้สะดวกสบายเท่านั้น แต่ถ้าต้องการใช้ทรัพย์เพื่อความอยู่ดีกินดีหรือเพื่อชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยแล้ว ความสุขจะลดต่ำลงหรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อมีความสุขอยู่ในขั้นสะดวกสบายแล้ว ถ้ายังแสวงหาทรัพย์หรือใช้ทรัพย์เพิ่มเพื่อให้มีความสุขยิ่งขึ้น ผลที่ตามมาก็คือความสุขกลับลดลง

    สาเหตุที่ความสุขลดลง ประการหนึ่งก็เพราะ ภาระในการดูแลรักษาทรัพย์มีมากขึ้น หากเป็นเศรษฐีร้อยล้านเพราะทำโรงงานปลากระป๋อง ก็หมายความว่ามีคนงานนับร้อย ต้องดูแลมีภาระต้องหมุนเงินมิให้ขาด มีหนี้ที่ผูกพันกับธนาคาร มีบ้านราคาหลายล้านที่ต้องรักษาการณ์อย่างแข็งขัน ยิ่งถ้าเป็นเศรษฐีเพราะค้ายาบ้าด้วยแล้ว ความวิตกกังวลยิ่งเพิ่มเป็นทวีตรีคูณ ยังไม่ต้องพูดถึงความทุกข์เพราะอยากจะได้มากยิ่งขึ้นไปอีก นี้เป็นเหตุผลว่าเหตุใดยากล่อมประสาท ยาแก้โรคกระเพาะและยารักษาความดันเลือดจึงขายดีในหมู่คนมีเงิน

    ตรงนี้เองที่พุทธศาสนาต่างกับลัทธิบริโภคนิยมอย่างสำคัญ ฝ่ายหลังนั้นเชื่อว่ายังมีทรัพย์มากขึ้นยิ่งเสพมากขึ้นความสุขก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ความสุขในทัศนะบริโภคนิยมเป็นเส้นตรงที่พุ่งขึ้นไม่รู้จบ ขณะที่ในทางพุทธศาสนา ความสุขจากการบริโภคทรัพย์นั้น มีพัฒนาการเป็นเส้นโค้ง คือเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วไม่ว่าจะมีทรัพย์เพิ่มขึ้นเท่าไรเสพมากเท่าไร ความสุขมีแต่จะลดลง ความทุกข์กลับเพิ่มมากขึ้น

    เนื่องจากความสุขจากการบริโภคทรัพย์มีขีดจำกัด มันจึงมีขีดสูงสุดอยู่จุดหนึ่ง ในทางพุทธศาสนาถือว่า จุดแห่งความสุขสูงสุดอยู่ระหว่างความสะดวกสบายกับความอยู่ดีกินดี นั่นหมายความว่า ถ้าเราใช้ทรัพย์เพื่อความสะดวกสบายมากเกินไปแล้วก็จะเริ่มสุขน้อยลง ดังนั้นเราจึงต้องรู้จัก "พอดี" กล่าวคือเมื่อเสพวัตถุจนได้รับความสะดวกสบายถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็ควรหยุดหาหรือหยุดเสพไม่ให้เกินจุดนั้นไป หากเราสามารถหยุดตักตวงเมื่อถึงจุดนั้นได้ เรียกว่า "รู้จักพอดี" หรือ "รู้จักประมาณ" จุดพอดี นั้นคือจุดที่เรามีความสุขสูงสุด ถ้าเราไม่รู้จักจุดนั้น เมื่อเสพจนเลยจุดนั้นไป ความสุขก็จะลดลงตามลำดับ

    นี้คือคำตอบว่าเหตุใดการมีทรัพย์เพิ่มขึ้น ทำให้บางคนมีความสุขแต่กลับทำให้อีกคนมีความทุกข์ คำอธิบายนั้นส่วนหนึ่งอยู่ตรงที่ว่า บุคคลดังกล่าวบริโภคอยู่ขั้นไหน ต้องการความสุขระดับใด สำหรับคนที่ยากจนข้นแค้น การมีทรัพย์เพิ่มขึ้นจนช่วยให้กินอิ่มนอนอุ่น ย่อมทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้น แต่ถ้ามีชีวิตหรูหรา อยู่ดีกินดี การมีทรัพย์เพิ่มขึ้นไม่ช่วยให้มีความสุขเพิ่มขึ้นเลย แม้ทีแรกดูเหมือนจะมีความสุขก็ตาม

    เป็นเพราะเราไม่ตระหนักถึงขีดจำกัด ของความสุขจากทรัพย์ พากันเข้าใจไปว่ายิ่งได้มากเท่าไรก็ยิ่งมีความสุขเท่านั้น จึงอยากได้ไม่หยุดหย่อย ครั้งได้มาแล้วก็ไม่เคยพอใจสักที เพราะมันไม่ได้ให้ความสุขอย่างต้งการ โจ โดมิงเกซ และวิคกี้ โรบิน ผู้เขียน Your Money or Your Life เคยสำรวจความเห็นของคนอเมริกันโดยตั้งคำถามว่า "เงินจำนวนเท่าใดถึงจะทำให้คุณมีความสุข" ปรากฏว่ามากกว่าครึ่งตอบว่า "มากกว่าที่มีอยู่ตอนนี้" ผู้คนดูเหมือนจะลืมไปว่า ปัจจุบันตนมีเงินมากกว่าหลายปีก่อน แต่แทบไม่มีใครเลยที่รู้สึกว่าตนมีความสุขมากกว่าเมื่อก่อน

    ในการสำรวจคล้าย ๆ กันนี้ รอย คาปลาน แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งฟอริดา ได้ติดตามคนถูกล็อตเตอรี่ ๑,๐๐๐ คน ในช่วงเวลา ๑๐ ปี ปรากฏว่าน้อยคนมากที่รู้สึกว่าตนมีความสุขน้อยลงหลังจากได้รับเงินรางวัลไปแล้ว ๖ เดือน

    ควรกล่าวด้วยว่า ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เจาะจงเฉพาะความสุขที่เกิดจากการใช้ทรัพย์เพื่อประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น ไม่ได้พูดความสุขจากการใช้ทรัพย์เพื่อผู้อื่น (หรือแบ่งปันให้ผู้อื่น) และไม่ได้หมายความว่าผู้มีทรัพย์มาก ๆ จะมีความสุขน้อยกว่าผู้มีทรัพย์แค่พออยู่พอกิน เพราะหากว่ามหาเศรษฐีผู้นั้น แม้จะมีเงินมากมาย แต่ใช้ทรัพย์เพื่อตัวเองเพียงเล็กน้อย ที่เหลือเผื่อแผ่ให้ผู้อื่น ก็อาจจะมีความสุขมากกว่าคนที่มีทรัพย์แค่พอกินพอใช้ แต่ไม่มีเหลือพอที่จะเผื่อแผ่ให้แก่ผู้อื่นหรือสร้างสมความดีเพื่อส่วนรวมได้

   การเผื่อแผ่แบ่งปันแก่ผู้อื่น นำความสุขมาให้ก็เพราะ "ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข" ดังมีพุทธพจน์รับรอง ความสุขจากทรัพย์มีขอบเขตจำกัด ตราบใดที่ยังเป็นการใช้ทรัพย์นั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่เมื่อใดที่ใช้ทรัพย์นั้น เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นความสุขก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ

   นอกจากนั้นพึงย้ำด้วยว่า การที่พุทธศาสนาเห็นว่าความสุขจากความสะดวกสบายเป็นสิ่งสำคัญนั้น ไม่ใช่เพราะว่ามันดีโดยตัวมันเอง หากแต่เห็นว่ามันเป็นสิ่งเกื้อกูลต่อการพัฒนาชีวิตในระดับที่สูงขึ้น ไม่ว่าในระดับศีล จิตและปัญญา ในทางพุทธศาสนาถือว่าความสะดวกสบายหรือความสุขทางกาย จะต้องเป็นไปเพื่อเกื้อกูลต่อการพัฒนาชีวิตในทางศีล จิต ปัญญางอกงามขึ้น หรือส่งเสริมให้เกิดความสุขจากศีล จิตและปัญญา เช่น เมื่อมีความเป็นอยู่ผาสุกและสะดวกสบายแล้ว ก็ควรช่วยเหลือผู้อื่น (เช่น ให้ทาน) หรือใช้ความสะดวกสบายนั้นเพื่อบำเพ็ญภาวนาฝึกฝนจิตและปัญญา ดังเห็นได้ว่าหลักธรรมเรื่องสัปปายะ นั้นมุ่งหมายเพื่อการบำเพ็ญภาวนาโดยตรง พุทธศาสนาไม่สรรเสริญการเอาความสะดวกสบายเป็นเป้าหมาย หรือหยุดแค่ความสะดวกสบาย แต่จะต้องการก้าวต่อไปโดยใช้ความสะดวกสบายนั้นให้เป็นประโยชน์ คนที่หยุดแค่ความสะดวกสบายแล้วไม่ทำอะไรต่อจัดว่าเป็นคนขี้เกียจ (ถ้าเป็นสันโดษก็เป็นสันโดษที่ผิด)

   ความสุขทางกาย (หรือความสะดวกสบาย) นั้นไม่ได้เป็นแค่เหตุปัจจัยแห่งความสุขอันเนื่องจากศีล จิตและปัญญาเท่านั้น หากยังเป็นผลจากความสุขทั้งสามด้วย กล่าวคือต้องอาศัยความสุขทั้งสามเป็นฐานรองรับด้วย หาไม่แล้วความสะดวกสบายอาจเกินเลยจากการอยู่พอดีกินพอดี กลายเป็นความอยู่ดีกินดีหรือหรูหราฟุ่มเฟือยไป

   การที่บุคคลจะดำรงตนอยู่ในความพอดี หรือรู้จักประมาณในความสุขทางกายได้ ต้องอาศัยความสุขทางใจเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง รวมทั้งมีสันโดษ (ยินดีในสิ่งที่ตัวเองมี) เพราะถ้าไม่มีความสุขทางใจหรือความสุขประณีต รวมทั้งสันโดษเป็นตัวหล่อเลี้ยงจิต ก็ยังจะดิ้นรนแส่ส่ายหาความสุขให้มากขึ้นไปอีก ซึ่งเมื่อเสพวัตถุมากขึ้น จนเลยความพอดีไป ความสุขก็มีแต่จะลดน้อยถอยลง และเกื้อกูลผู้อื่นน้อยลงด้วย

   ในทำนองเดียวกัน ปัญญา หรือความรู้เท่าทันในคุณและโทษของวัตถุและความสุขทางกาย (กาม) ก็ช่วยให้จิตไม่ถลำตัวเป็นทาสวัตถุหรือสยบมัวเมาในความสุขดังกล่าว ทำให้รู้จักประมาณในการเสพ พอใจในความสะดวกสบายที่มี ไม่ดิ้นรนแสวงหาจนเลยเถิด กาลายเป็นการปรนเปรอตนไป

    ความสุขทางใจ ไม่เพียงแต่จะเหนี่ยวรั้งไม่ให้บุคคลบริโภคเกินพอดีเท่านั้น หากยังช่วยให้บุคคลพึ่งพาความสุขจากวัตถุหรือทรัพย์น้อยลง เป็นเหตุให้บริโภคน้อยลงไปอง เมื่อถึงตรงนี้ ความสะดวกสบายก็พลอยลดระดับลงไปด้วย กล่าวคือเพียงแค่มีทรัพย์เพียงเล็กน้อยก็ถือว่าสะดวกสบายแล้ว ความเป็นอยู่ที่เคยจัดว่าอยู่ในขั้นสะดวกสบายก็กลายเป็นความอยู่ดีกินดี หรือหรูหราไป เมื่อเป็นเช่นนี้ก็พลอยทำให้จุด "พอดี" ลดลงมาด้วย

    ความพอดีของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน สุดแท้แต่พัฒนาการทางจิตใจ จิตยิ่งพัฒนามากเท่าไร ความพอดีก็ยิ่งลดระดับลงมามากเท่านั้น ทรัพย์เพียงเล็กน้อยจึงทำให้มีความสุขได้มากมาย ชีวิตที่เรียบง่ายหรือสันโดษเป็นชีวิตที่เปี่ยมสุขได้ก็เพราะเหตุนี้
                                                                                                                                                                                        กลับด้านบน


:เครือข่ายพุทธิกา
เพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม 90 ซ.อยู่ออมสิน ถ.จรัญสนิทวงศ์ 40
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ10700
โทร.02-883-0592,02-886-9881,086-300-5458 e - mail b_netmail@yahoo.com