Budnet.info                                                                                                                                                                                                         กลับหน้าหลัก 
ความพร่องในสังคมที่มั่งคั่ง

จาก...หนังสือเส้นโค้งแห่งความสุข  งานเขียนโดย....รินใจ

    แม้เศรษฐกิจโลก ในระยะหลังค่อนข้างลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่กล่าวโดยทั่วไปแล้ว โลกทุกวันนี้จัดว่ามีความมั่งคั่งทีเดียว อย่างน้อยคนส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องห่วงพะวงกับเรื่องความอยู่รอด ผิดกับสมัยก่อน ซึ่งเพียงแค่จะผลิตอาหารให้พอกินชนิดปีชนปีก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว สมัยนี้เราสามารถผลิตอาหารได้อย่างมากมาย ไม่ต้องดูอื่นไกล เพียงแค่ ๔๐ ปี หลังจากปี ๒๔๙๓ โลกสามารถผลิตธัญพืชได้มากเป็น ๓ เท่า ขณะที่ประชากรโลกเพิ่มเป็นสองเท่าเท่านั้น อย่าว่าแต่อาหารเลย แม้กระทั่งสิ่งพื้น ๆ ที่ใช้กันชนิดแทบจะทิ้งขว้าง เช่น เสื้อผ้า ช้อน ส้อม สบู่ ดินสอ สมัยก่อนหากจะมีก็มีกันคนละไม่มาก ไม่ต้องพูดถึงชักโครก หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งแม้แต่คนยากจนทุกวันนี้ก็ยังพอหามาเป็นเจ้าของได้ ขณะที่คนสมัยก่อนนึกไปไม่ถึงเลย

          ว่าเฉพาะเมืองไทย ถ้าดูแค่รายได้ก็จะเห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่มีเงินมากกว่าแต่ก่อน คนละไม่น้อยเลย อาทิ คนกรุงเทพฯ และในเขตจังหวัดใกล้เคียง เมื่อปี ๒๕๓๔ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ ๑๑,๘๗๗ บาท พอถึงปี ๒๕๔๒ ก็มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น ๒๖,๗๔๒ บาท แม้แต่คนอีสานก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นกัน ถึงแม้จะมีอัตราการเพิ่มน้อยกว่าคนกรุงเทพฯ และภาคอื่น ๆ จะเรียกว่าคนไทยส่วนใหญ่รวยขึ้นกว่าแต่ก่อนก็คงไม่ผิด เพราะถึงจะไม่ดูจากตัวเลขข้างต้น ชีวิตความเป็นอยู่และข้างของเครื่องใช้ในบ้านก็บ่งชี้เช่นนั้น อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า ในท่ามกลางความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนนี้เอง ผู้คนเป็นอันมากลับรู้สึกว่า ตนเองมีไม่พอและอยากได้อีก ความรู้สึกไม่สมอยากและอยากได้เพิ่มนี้มองในแง่หนึ่งก็คือ ความรู้สึกพร่อง ยิ่งรู้สึกพร่องก็ยิ่งอยากหาอะไรมาเติมให้เต็ม และตราบใดที่ยังไม่เต็ม ก็ไม่ยอมหยุดแสวงหา ความรู้สึกพร่องดังกล่าวกำลังเป็นความรู้สึกร่วมของคนในยุคนี้

       เมื่อต้นปีนี้ มีการสอบถามความคิดเห็นของคนกว่า ๔,๐๐๐ ครอบครัวทั่วประเทศ ร้อยละ ๘๐ พูดตรงกันว่าอยากร่ำรวย ที่น่าคิดก็คือ ในบรรดาผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ ๖๐ เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง นั่นก็หมายความว่าคนส่วนใหญ่ที่ตอบว่าอยากรวยนั้น คิดว่าตนเองยังมีไม่ถึงจุดที่พอเพียง ลึก ๆ หลายคนคงรู้สึกว่าตนเองยากจนด้วยซ้ำ

       ปัญหาก็คือ มีเงินเพิ่มขึ้นอีกเท่าไรถึงจะรู้สึกพอ พูดให้ชัดกว่านั้น ก็คือ ความรู้สึกพอนั้นจะเกิดขึ้นได้จากการมีเงินเพิ่มขึ้นหรือ เมื่อเร็ว ๆ นี้ หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ได้ทำการสำรวจการใช้จ่ายของนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ปรากฏว่านักศึกษาจำนวนไม่น้อยใช้จ่ายเงินถึง ๑๐,๐๐๐ คนต่อสัปดาห์ (บางคนใช้มากกว่านั้นเป็น ๒ เท่า) เงินจำนวนมากมายเช่นนั้น หมดไปกับการซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับยี่ห้อดังจากต่างประเทศ โดยนักศึกษานิยมใช้เวลาตอนเที่ยงตามโรงแรมหรู เพื่อกินอาหารมื้อละพันกว่าบาท จากนั้นจึงไปเดินเที่ยวที่ศูนย์การค้า ที่น่าสนใจก็คือ หลายคนไม่รู้สึกว่าตนใช้เงินเปลืองแต่อย่างใด

      แม้คนกลุ่มนี้จะไม่ใช่ตัวแทนของคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่ก็เป็นตัวอย่างที่สะท้อนค่านิยมของผู้คนในเวลานี้ว่า ยอมจะเสียเงินไปกับสินค้าราคาแพงหากมีเงินอยู่ในกระเป๋ามากพอ ดังนักศึกษาบางคนได้พูดทิ้งท้ายว่า หากใครมีฐานะหรืออยู่ในสภาพเช่นเดียวกับตนก็ต้องใช้จ่ายเงินแบบเดียวกับตน

       ค่านิยมเช่นนี้ไม่มีวันช่วยให้เกิดความรู้สึกพอได้เลย ตรงกันข้ามมีแต่จะทำให้รู้สึกพร่องอยู่เสมอ เพราะจะมีสินค้าใหม่ ๆ มาเสนอหน้าชวนให้อยากซื้ออยู่ร่ำไป แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นความรู้สึกพร่องให้รุนแรงขึ้นก็คือ โฆษณาตามสื่อมวลชน สื่อโฆษณาเหล่านี้แม้จะอาศัยเทคนิคที่หลากหลาย แต่สาระสำคัญที่เหมือนกันก็คือกระตุ้นให้เกิดภาพฝันที่อยากจะไปให้ถึง เช่น อยากเก่ง อยากสวยเหมือนพรีเซนเตอร์ ยิ่งภาพฝันห่างไกลจากความเป็นจริงเท่าไรความรู้สึกพร่องยิ่งมาก และทำให้เกินความอยากมากขึ้น ดังนั้นสื่อโฆษณาจึงไม่เพียงแค่วาดฝันให้งดงามหรูเลิศเท่านั้น หากยังกดสภาพความเป็นจริงของเราให้ดูแย่ลง หรือทำให้เรา (ผู้ชม) รู้สึกไม่ดีกับสภาพความเป็นจริงของตัวเอง เช่น รู้สึกว่าตนเองอ้วนไป ไม่เท่ หรือมีกลิ่นตัวเหม็น

    จะเห็นได้ว่า โฆษณาส่วนใหญ่ในระยะหลัง จะไม่เน้นคุณสมบัติของสินค้ามากเท่ากับคุณสมบัติหรือภาพลักษณ์ของพรีเซนเตอร์ เพื่อให้เราอยากเป็นเหมือนพรีเซนเตอร์ แม้สินค้าที่โฆษณาจะเป็นของกิน หรือรองเท้า แต่รสอร่อย หรือความนุ่ม ความทนทานของผลิตภัณฑ์จะมีความสำคัญน้อยกว่าความทันสมัย ปราดเปรียว หรือความเก่งกล้าสามารถของพรีเซนเตอร์ พูดง่าย ๆ คือ โฆษณาเหล่านี้กระตุ้นให้เรารู้สึกไม่พอใจกับ "ตัวตน" ของเราเอง และอยากมี "ตัวตน" อย่างพรีเซนเตอร์ แน่นอนว่า จะมีตัวตนอย่างนั้นได้ก็ต้องซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาใช้หรือโชว์

     การซื้อสินค้ามาเพื่อโชว์นั้นเป็นลักษณะเด่นของการบริโภคทุกวันนี้ก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะจุดหมายสำคัญก็คือ การยกระดับ "ตัวตน" ของตนให้สูงขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะได้ใกล้เคียงกับภาพฝันที่สื่อโฆษณาได้ประทับไว้ในใจเรา แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยก็คือ เพื่อเทียมหน้าเทียมตากับคนอื่น ๆ พูดง่าย ๆ คือ บริโภคเพื่อ "หน้าตา" ("หน้าตา" กับ "ตัวตน" กลายมาเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร จะกล่าวต่อไปข้างหน้า)

    ปัญหาก็คือเวลานี้ "คนอื่น" ที่ใครต่อใครอยากถีบตัวให้ทัดเทียมนั้นกำลังจะเปลี่ยนไป คือแทนที่จะเป็นผู้คนในชุมชนเดียวกัน (เช่น หมู่บ้าน มหาวิทยาลัย หรือสำนักงานเดียวกัน) หรือมีสถานะทางเศรษฐกิจแบบเดียวกัน กลับเป็นกลุ่มคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ และสังคมสูงกว่า เช่น คนในวงการไฮโซ หรือดาราต่างประเทศ คนเหล่านี้กลายเป็นภาพฝันที่คนส่วนใหญ่ในสังคมอยากไปให้ถึง ทั้ง ๆ ที่สถานะต่างกันมากนั่นหมายความว่า ภาพฝันกับความเป็นจริงถ่างกว้างขึ้น ผลก็คือความรู้สึกพร่องหรือไม่พอใจ "ตัวตน" ของตนรุนแรงมากขึ้นในหมู่คนทั่วไป

     ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือความรู้สึกด้อยหรือไม่พอใจใน "ตัวตน" เวลานี้ กำลังลุกลามไปเป็นความไม่พอใจในร่างกายของตน ลำพังการที่ "ตัวตน" กับ "หน้าตา" กลายมาเป็นเรื่องเดียวกันได้ก็นับว่าพอแรงแล้ว เพราะแต่ก่อนสิ่งที่กำหนดตัวตนของแต่ละคนนั้นไม่ได้อยู่ที่ "หน้าตา" หรือภาพลักษณ์สักเท่าไร หากขึ้นอยู่กับศาสนา เชื้อชาติ สถานะทางสังคม และที่สำคัญคือ จากอาชีพการงานและการกระทำของตนเอง ใครที่อยากจะมี "ตัวตน" ที่ดีกว่าเดิม ก็สามารถจะทำได้โดยการฝึกฝนพัฒนาตนหรือแสดงความสามารถให้ประจักษ์ เช่น หนุ่มกระทงที่อยากให้คนในหมู่บ้านยอมรับ ก็ต้องฝึกตนให้เชี่ยวชาญในการชกต่อยจนสามารถคุ้มครองสาว ๆ จากนักเลงต่างถิ่นได้ แต่ในปัจจุบันเพียงแค่กินน้ำอัดลมหรือกินเหล้า บางยี่ห้อก็กลายเป็น "คนรุ่นใหม่" หรือ "ชายชาตรี" ได้แล้ว โดยไม่ต้องขยับแข้งขยับขาเลย และหากจะเป็นอะไรมากไปกว่านี้ ก็หาเสื้อผ้า เข็มขัด รองเท้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ เท่านี้ก็เปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้ว

      แต่ดังได้กล่าวแล้วว่า สำนึกเรื่อง "ตัวตน" ของผู้คนกำลังจะพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือไปเอา "ตัวตน" ไปผูกติดหรืออิงแอบกับร่างกายอย่างเหนียวแน่น ชนิดไม่เคยมีมาก่อน กระทั่งว่าสัดส่วนทรวดทรงของร่างกายสามารถทำให้รู้สึกว่าตนนั้นไร้ค่าเลยทีเดียว เป็นธรรมดาว่าในยุคที่ผู้คนรู้สึกพร่องหรือด้อยในตัวตนอย่างรุนแรง ความรู้สึกดังกล่าว ย่อมนำไปสู่ความไม่พอใจในสรีระร่างกายของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสหรัฐอเมริกา ความรู้สึกดังกล่าวแพร่หลายถึงขนาดว่าผู้หญิงร้อยละ ๘๐ ไม่รู้สึกพึงพอใจกับร่างกายของตน แม้แต่ผู้หญิงที่หน้าตาดีก็ยังรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน (ในแคนาดาเคยมีการสำรวจความคิดเห็นของผู้หญิงที่หน้าตาดี อายุ ๒๑ ปี จำนวน ๒๐๓ คน ปรากฏว่าทุกคนไม่พอใจทรวดทรงของตนเป็นอย่างยิ่ง) ด้วยเหตุนี้จึงพากันผ่าตัดเปลี่ยนรูปแปลงโฉมกันขนานใหญ่ ประมาณว่ามีผู้หญิงทำศัลยกรรมตกแต่งเมื่อปี ๒๕๔๑ เกือบ ๑ ล้านคน หลายคนรู้สึกว่าการทำศัลยกรรมดังกล่าวทำให้ตนมี "ชีวิตใหม่" หรือ "ตัวตนใหม่" ดังนักศึกษาผู้หนึ่งยอมรับว่า "เดี๋ยวนี้ดิฉันสามารถเริ่มต้นชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างคนใหม่"

      ใช่แต่ผู้หญิงเท่านั้นก็หาไม่ ผู้ชายก็เช่นกัน มีผู้คาดการณ์ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของชายอเมริกันไม่ชอบรูปร่างหน้าตาของตนเอง (ปี ๒๕๑๕ มีเพียง ๑ ใน ๖ เท่านั้น ที่รู้สึกเช่นนั้น) คนเหล่านี้หาทางออกอย่างไร คำตอบก็คือ ทำศัลยกรรมตกแต่งเช่นกัน ในปี ๒๕๔๑ ผู้ชายทำศัลยกรรมเกือบแสนคน (บางแห่งระบุว่ามีถึง ๗ แสนคนในปี ๒๕๓๙) เพียงปีเดียว) ที่นิยมมากที่สุดคือ ดูดไขมันออก รองลงมาคือทำขอบตา ทำจมูก และลดหน้าอก (แต่มีไม่น้อยที่หันไปทำร่างกายให้กำยำล่ำสันเหมือนแรมโบ้)

     ความไม่พอใจในร่างกายของตนเวลานี้มาถึงขั้นเห็นอาการเป็นศัตรูเลยทีเดียว เพราะกลัวว่าจะทำให้ตัวเองอ้วนหรือมีน้ำหนักมากเกินไป อาการผิดปกติดังกล่าวมีตั้งแต่การล้วงคอให้อาเจียนออกมา เพราะรู้สึกผิดที่กินอาหารเข้าไป จนถึงโรคเบื่ออาหารจนไม่ยอมกินอะไรทั้งสิ้น เฉพาะอังกฤษประเทศเดียวคาดว่า หญิงที่มีอาการผิดปกติดังกล่าวมีถึง ๗ ล้านคน ส่วนผู้ชายมีหนึ่งล้านคน โรคดังกล่าวกำลังแพร่ไปยังญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และฮ่องกงแล้ว ในประเทศไทยอีกไม่นากสถิติดังกล่าวก็คงจะปรากฏ หลังจากที่ศัลยกรรมตกแต่ง และ "สถานเสริงความหล่อ" ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

      ความไม่พอใจในร่างกายดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากไหน คำตอบก็คือนางแบบและดาราที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ อย่างถี่ยิบ จนทำให้เกิดความเข้าใจว่าสรีระของบุคคลเหล่านั้น คือ "มาตรฐาน" หรืออุดมคติของความงดงามที่พึงหมายปอง ความแพร่หลายของสื่อเหล่านี้ในยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกร่วมกันว่าร่างกายตนนั้นไม่ดีพอ เช่นอ้วนหรือ มีน้ำหนักมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนางแบบและดาราเหล่านั้นต่างหากที่มีรูปร่างผอมผิดปกติ อิทธิพลในทางลบของบุคคลดังกล่าวเป็นที่รู้กันจนกระทั่งนิตยสารชื่อดัวหลายแห่ง ในอังกฤษมีข้อตกลงเมื่อ เร็ว ๆ นี้ว่า จะไม่นำภาพนางแบบที่มีรูปร่างผ่ายผอมมาขึ้นปกหรือโฆษณาสินค้าในสื่อของตน

     ควรกล่าวด้วยว่า ความรู้สึกพร่องหรือด้อยในตัวตนนั้นยังปรากฏในอีกหลายลักษณะ อาทิ การแสวงหาอำนาจพิเศษ เพื่อทำให้ตนเองเด่นเหนือคนอื่น อำนาจพิเศษอาจได้แก่ อิทธิปาฏิหารย์ หรืออำนาจจิตในการทำสิ่งพิสดาร เช่น บิดงอช้อนส้อม หรือตัดตะเกียบด้วยกระดาษ (ซึ่งได้รับความนิยมแม้จะเสียเงินเรียนคนละหลายพันบาท) บางครั้งความรู้สึกด้อยดังกล่าว ก็อาจปรากฏในรูปการกระทำรวมหมู่ เช่นการพยายามทำให้จังหวัดของตนมีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยการทำข้าวจี่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือซาลาเปา เสาธง ไส้กรอก ตลอดจนครกส้มตำที่ไม่มีใครเทียมทาน จนกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เมื่อธูปยักษ์ ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกล้มมาทับคนตาย

      แม้ความพร่องที่กล่าวมาข้างต้น จะแสดงออกมาในหลายรูปลักษณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ เป็นความรู้สึกด้อยที่เกิดจากการเทียบเคียงผู้อื่น เช่น ดารา นางแบบ หรือคนในแวดวงชั้นสูง อย่างไรก็ตามลึกลงไปแล้วยังมีความพร่องอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งฝังลงไปถึงจิตไร้สำนึก นั่นคือความรู้สึกว่า "ตัวตน" นั้นไม่มีอยู่จริง สัญชาตญาณที่ลึกสุดของมนุษย์ทุกคนก็คือการมีตัวตนที่ยั่งยืนเที่ยงแท้ เรากลัวความตายก็เพราะหวั่นว่า ตัวตนจะขาดสูญ แต่ถ้ามั่นใจว่าตัวตนจะยั่งยืนต่อไป เพราะมีชาติหน้าหรือสวรรค์รองรับก็จะกลัวตายน้อยลง

      อย่างไรก็ตามในส่วนลึกยากนักที่เราจะมั่นใจเต็มที่ว่าเรามีตัวตนที่ยั่งยืน เพราะมีเหตุการณ์มากมายที่บอกกับเราว่าแท้ที่จริงตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนนั้นหามีไม่ ในชีวิตประจำวันเราจะพบเสมอว่าสิ่งที่เรายึดเป็นตัวตนนั้นไม่เคยอยู่ยั่งยืนเลย ความเป็นตัวเรานั้นผันแปรเสมอ วันนี้เราอาจรู้สึกว่าเป็นคนฉลาด เป็นหญิงที่สวยสง่า หรือเป็นครูผู้สามารถแต่วันถัดมา ความรู้สึกดังกล่าวก็เปลี่ยนไป การไม่มีตัวตนที่ยั่งยืนที่จะยึดถือไปได้ตลอดนี้เองที่ทำให้เราทุกคนรู้สึกอ้างว้างไม่มั่นคง หรือขาดที่ยึดเหนี่ยวนี้แหละคือความรู้สึกพร่องที่แท้จริง

     สำหรับบางคน ความรู้สึกพร่องดังกล่าวอาจบรรเทาเมื่อเข้าหาศาสนา มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยึดเหนี่ยวหรือเป็นตัวตนให้ยึดถือ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ศาสนาไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอีกแล้ว เพราะเป็นนามธรรมหรือไม่สอดคล้องกับความนึกคิด ก็ในยุคที่โลกทัศน์แบบวัตถุนิยมกำลังแพร่หลายเช่นทุกวันนี้ อะไรเล่าที่ผู้คนคิดว่าสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจ หรือทำชีวิตให้เติมเต็มได้ดีไปกว่าวัตถุ ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนต่างพากันแสวงหาวัตถุมาครอบครอง ไม่ใช่เพราะมันให้ความสุขสบายทางกาย แต่เพราะมันให้ความอบอุ่นแก่จิตใจต่างหาก ทั้งนี้ก็ด้วยความเชื่อว่ามันจะทำให้ความรู้สึกพร้องที่แท้หมดไป (ความรู้สึกพร่องที่เกิดจากช่องว่างระหว่างความฝัน กับความเป็นจริงนั้นขอเรียกว่าความรู้สึกพร่องเทียม เพราะเกิดจากความคิดปรุงแต่งมากกว่าอะไรอื่น)

     แต่มีวัตถุใดหรือที่เที่ยงแท้ยั่งยืน และไม่ว่าจะมีมากมายเพียงใด ความรู้สึกพร่องที่แท้ก็ยังไม่ยอมหายไป เพราะลึก ๆ เราก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่าตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนนั้นไม่มีอยู่จริง ในเมื่อความรู้สึกพร่องยังมีอยู่ ทรัพย์สมบัติมากมายเท่าไรก็ไม่ทำให้รู้สึกพอเสียที จึงต้องแสวงหาต่อไปไม่จบสิ้น แม้จะเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกไม่มีใครทัดเทียมได้ สิ่งที่หาได้หายไปไม่ มันยังคงตามมาหลอกหลอนอยู่นั่นเอง

  นี้คือเหตุผลสำคัญว่า ทำไมความรู้สึกพร่องจึงแพร่หลายได้แม้ในสังคมที่มั่งคั่งล้นเหลือ
                                                                                                                                                                          กลับด้านบน


: เครือข่ายพุทธิกา
เพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม 90 ซ.อยู่ออมสิน ถ.จรัญสนิทวงศ์ 40
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ10700
โทร.02-883-0592,02-886-9881,086-300-5458 e - mail b_netmail@yahoo.com