หลักการและเหตุผล
แม้ว่าความตายจะเป็นความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ของชีวิต แต่ความตายก็มีความหมายและสร้างความทุกข์ให้กับมนุษย์แตกต่างกันไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย ในปัจจุบันที่ระบบบริการทางการแพทย์มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การตายและการจัดการความตายภายใต้ระบบการแพทย์สมัยใหม่ได้กลายเป็นเรื่องซับซ้อน นอกจากความตายมักจะเกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดทรมานแล้ว ทัศนคติต่อความตาย ตลอดจนเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ ยังทำให้การตายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาตินั้นมีปัญหาแทรกซ้อนต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
ในด้านเศรษฐกิจปัญหาค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ทัศนะของการแพทย์สมัยใหม่ที่มองความตายเป็นศัตรูที่ต้องเอาชนะด้วยการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ มายืดอายุของผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ทำให้ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง
ในสหรัฐอเมริกาซึ่งใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นหลักในการจัดการกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้ทำให้ 70% ของงบประมาณค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ถูกใช้ไปใน 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต เพื่อต่อสู้กับความตายในห้องผู้ป่วยหนัก ในทางตรงข้ามมีการศึกษาใน Catatonia ประเทศสเปนเรื่องการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อเตรียมตัวตายอย่างสงบในผู้ป่วยระยะสุดท้าย พบว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในช่วงเดือนก่อนตาย โดยสามารถเปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยที่มีการเตรียมตัวกับที่ไม่ได้เตรียมตัวดังนี้ ผู้ป่วยที่เตรียมตัว ผู้ป่วยที่ไม่ได้เตรียมตัว การต้องรับเข้ารักษาในโรงพยาบาล 16% 70% (hospital admission) ระยะเวลาที่อยู่โรงพยาบาล ( วัน ) 1.32 8.6 อัตราเกิดอุบัติเหตุและภาวะฉุกเฉิน 16% 55% การต้องมาตรวจแบบผู้ป่วยนอก ( ครั้ง ) 0.75 8.87 (OPD visit) ค่าใช้จ่าย : ผู้ป่วยที่ไม่มีการเตรียมตัวตายมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 71-168 % นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจแล้ว ความตายยังก่อให้เกิดความทุกข์อย่างใหญ่หลวงทั้งทางด้านจิตใจและความสัมพันธ์ทางสังคม ความตายทำให้เกิดความทุกข์เพราะความตายเป็นเรื่องของการสูญเสียความพลัดพรากและการสิ้นสุดลงของชีวิต กรณีศึกษาในงานวิจัยที่สถาบันวิจัยสังคมและสุขภาพได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ได้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า แม้ความสามารถของเทคโนโลยีทางการแพทย์จะสามารถลดความทุกข์ทางกายได้ เช่นในกรณีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด ซึ่งการแพทย์สามารถใช้ยาควบคุมความปวดให้ผู้ป่วยสามารถตายอย่างสงบได้ แต่ความทุกข์ในมิติทางใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณนั้นกลับเป็นปัญหาที่ต้องการความรู้และทักษะด้านอื่นเข้ามาเยียวยาแก้ไข นอกจากนั้นการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการจัดการกับความตาย ยังอาจกลายเป็นการสร้างความทุกข์จากการตายเรื้อรังซึ่งเป็นปัญหาทั้งต่อผู้ตายที่ไม่สามารถจากไปอย่างสงบและต่อญาติพี่น้องที่มักมีความขัดแย้งกับบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งยิ่งกลายเป็นปัญหายุ่งยากสำหรับทั้งสองฝ่าย ปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุหลักสำคัญ 3 ประการคือ การขาดการจัดการความรู้เกี่ยวกับการตายและการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้สามารถนำไปสู่การเรียนรู้และการปฏิบัติที่ดีได้แม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยต่าง ๆ มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ นอกจากความรู้ในเอกสารแล้วยังมีประสบการณ์จริงของบุคลากรที่ได้สะสมทักษะและเรียนรู้เกี่ยวกับการตายอย่างสันติที่มีอยู่ในระบบงานสุขภาพอีกส่วนหนึ่งด้วย แต่ความรู้เหล่านี้ต้องการการจัดการให้มีเนื้อหาและรูปแบบที่เหมาะแก่การนำไปใช้สร้างกระบวนการเรียนรู้และการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง สถาบันทางการแพทย์ทั้งในส่วนของระบบการเรียนการสอนและระบบบริการสุขภาพยังขาดแนวทางและรูปแบบการปฏิบัติที่ช่วยให้การเรียนรู้และการให้บริการผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เชื่อมโยงมิติต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการทำงานที่มีฐานจากความรู้แบบสหวิทยาการที่จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถใช้ความเข้าใจมิติทางสังคม วัฒนธรรม รวมทั้งพิธีกรรมเกี่ยวกับการตายต่าง ๆ มาช่วยให้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นไปอย่างบูรณาการและมีความละเอียดอ่อนต่อมิติของความเป็นมนุษย์ สังคมโดยรวมขาดการเรียนรู้เกี่ยวกับความตายและการตายอย่างสันติ ความตายถูกทำให้กลายเป็นเรื่องน่าเกลียดน่ากลัวจนทำให้สังคมโดยทั่วไปปฏิเสธความตาย การทำให้สังคมเกิดการเรียนรู้และมีการเจริญมรณสติ จะช่วยให้เกิดการยอมรับความจริงว่าการตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต รวมทั้งสามารถที่จะรับมือกับความตายที่มาถึงได้อย่างมีสติอีกด้วย วัตถุประสงค์ โครงการเรียนรู้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและการตายอย่างสันตินี้เป็นความพยายามที่จะจัดกระบวนการสังเคราะห์ชุดความรู้ เพื่อนำไปสู่การสร้างกระบวนการเรียนรู้และแนวทางการปฏิบัติในระบบการแพทย์การสาธารณสุข เพื่อรองรับการแก้ปัญหาดังที่กล่าวมา โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ คือ เพื่อประมวลองค์ความรู้และพัฒนาชุดความรู้ที่มีเนื้อหาและรูปแบบเหมาะแก่การใช้งานและการเรียนรู้ ในทั้งระบบการเรียนการสอนและระบบบริการสาธารณสุข โดยเน้นความรู้ทั้งมิติทางการแพทย์และมิติทางสังคมอย่างเป็นสหวิทยาการ เพื่อพัฒนาต้นร่างเครื่องมือการเรียนรู้การทำงานเกี่ยวกับการเตรียมตัวตายและการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย อันได้แก่ เนื้อหาหลักสูตรที่เหมาะสมแก่การฝึกอบรม รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ และสื่อสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสำหรับสาธารณชน
กลับหน้าหลักโครงการ |