สื่อเผยแพร่ และเรียนรู้ |
การที่คนเราลืมตายนั้นยังมีเหตุผลที่ลึกไปกว่านั้นอีก นั่นคือเราแกล้งลืม เพราะลึกๆ เรากลัวความตายมาก เรากลัวตาย ไม่อยากนึกถึงความตาย ก็เลยผลักมันออกไปจากจิตสำนึก หรือจะเรียกว่าเก็บกดเอาไว้ในจิตไร้สำนึกก็ได้ จนลืมไปว่าเราจะต้องตาย การหมกมุ่นอยู่กับความสนุกสนาน ความบันเทิงเริงรมย์ทางเพศ การแสวงหาเงินทอง ชื่อเสียง และอำนาจ เป็นวิธีการหนึ่งในการที่จะทำให้ตัวหลงลืมความตาย เป็นการเบนความสนใจออกไปจากสิ่งที่ตนหวาดกลัว 
เดี๋ยวนี้เรากลัวความตายกันมากเนื่องจากเราไม่เข้าใจเรื่องความตาย เราไปเข้าใจว่าความตายเป็นจุดสุดท้ายของชีวิต เมื่อชีวิตดำเนินมาถึงความตายก็มักเข้าใจว่าชีวิตนั้นจบสิ้นแล้ว ไม่มีอะไรหลังจากนั้นอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น
เรายังมองว่าความตายเป็นเรื่องของความเจ็บปวดทรมานที่มีแต่ความเสื่อมสลายความพินาศเป็นจุดหมายปลายทางนั่นเป็นเพราะเรามองแต่ในแง่ร่างกาย หรือมองความตายเฉพาะมิติกายภาพ ถ้าเรามองความตายแต่ในแง่กายภาพเราจะเห็นว่ามีแต่ความเสื่อมความพินาศย่อยยับเมื่อถึงจุดสุดท้ายของชีวิต แต่ถ้าเรามองเห็นความตายในมุมที่กว้างขึ้นโดยคลุมไปถึงเรื่องจิตใจหรือเรื่องจิตวิญญาณด้วยแล้ว เราจะพบว่าความตายมิใช่ วิกฤต เท่านั้น หากยังเป็น โอกาส อีกด้วยคือเป็นโอกาสที่จิตจะได้พัฒนาไปสู่อีกระดับหนึ่ง เกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ที่ไปพ้นจากสภาวะเดิม ความตายเป็นโอกาสให้เกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณได้แม้ร่างกายจะเสื่อมทรุดแตกสลาย แต่ถ้าเราเห็นความตายว่าเป็นเรื่องกายภาพหรือเป็นเรื่องร่างกายล้วนๆ ที่วัดกันด้วยตัวเลขการเต้นหัวใจ ความดันเลือด และเส้นกราฟจากสมอง เมื่อเรามองเพียงแค่นี้ ความตายก็เป็นเรื่องน่ากลัวมากเพราะมันหมายถึงความย่อยยับแตกดับของร่างกายเราถึงกลัวความตายมาก การกลัวความตายแบบนี้ทำให้เกิดปัญหามากมายร้อยแปด เช่น การพยายามหนีความตายให้ไกลที่สุด และหากหนีไม่ได้ ก็ขอประวิงให้ตายช้าที่สุด เดี๋ยวนี้เราทำอย่างไรเมื่อเราเจ็บป่วยใกล้ตาย ส่วนใหญ่ก็พยายามใช้เครื่องช่วยชีวิต ต่อท่อเข้าไปตามทวารต่างๆ ทั้งร่างกาย และใช้ทุกวิธีที่จะยืดลมหายใจให้ได้นานที่สุด หรือกระตุ้นการเต้นของหัวใจให้ได้นานที่สุด จนกระทั่งไม่สามารถตายอย่างสงบ หรือไม่สามารถทำใจให้สงบได้ เพราะเกิดความเจ็บปวดมากจากการรักษาแบบก้าวร้าวรุนแรงแบบนั้น นอกจากสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยแล้ว การพยายามหนีความตายแบบนี้ยังก่อให้เกิดความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจอย่างมากมาย ทั้งต่อครอบครัวผู้ป่วยและต่อส่วนรวม มีตัวเลขว่าในสหรัฐอเมริกา ค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยให้คนมีลมหายใจยืดยาวขึ้นนั้นเป็นตัวเลขมหาศาล ประมาณว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยทั้งประเทศนั้นหมดไปกับการดูแลผู้ป่วยในระยะ ๖ เดือนสุดท้าย น่าสนใจว่าในจำนวน ๖๐ เปอร์เซนต์ที่ใช้นั้น มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ไปกับการต่ออายุ หรือยืดลมหายใจผู้คนในช่วง ๒-๓ ชั่วโมงหรือ ๒-๓ วันสุดท้ายของชีวิต
เป็นเพราะเรามีทัศนคติว่าความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงให้ได้ไกลที่สุด เราจึงมักเอาช่วงเวลาท้ายๆ ของชีวิตไปอยู่ในโรงพยาบาล โดยฝากทุกอย่างไว้กับหมอ โดยไม่คิดว่าในช่วงสำคัญของชีวิตเช่นนี้
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่การยืดลมหายให้ได้นานที่สุด หากอยู่ที่การเตรียมใจให้สามารถเผชิญกับความตายได้อย่างสงบสันติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ เพราะไม่เคยเตรียมตัวไว้ก่อนเลยในยามที่ยังปกติสุขอยู่ หรือถึงนึกได้ก็สายไปเสียแล้ว เพราะไม่มีใครที่จะช่วยเราได้ในเรื่องนี้นอกจากตัวเราเอง
ในอดีตและปัจจุบันมีการศึกษา และเผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับชีวิตใกล้ความตาย และหลังความตายในรูปแบบต่างๆ แต่พบว่าบ่อยครั้งทำให้คนเกิดความกลัว อย่างเช่น การเผยแพร่ประสบการณ์หลังตายของคนจำนวนหนึ่งทำให้เกิดปรากฎการณ์บ้าบุญ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในมิติอื่นๆ และไม่อาจจำให้คนหลุดพ้นไปจากความกลัวตายได้ ปัจจุบันเริ่มมีงานศึกษาเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะในวงการแพทย์ แต่ก็ยังขาดการศึกษาที่มองความตายแบบองค์รวม ซึ่งเชื่อมโยงมิติต่างๆ ทั้งแนววิทยาศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา รวมถึงการศึกษาที่ยังมีอยู่จำนวนน้อยมาก คือการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย และญาติ หรือคนใกล้ชิดผู้ป่วยในทางจิตใจ และการศึกษาส่งเสริมให้สังคมไทยเรียนรู้วิธีการช่วยเหลือทางจิตวิญญาณต่อการเตรียมตัวตาย
ดังนั้นการมีคู่มือที่หยิบยกเรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิต ณ ปัจจุบัน
สื่อที่ผลิตภายใต้กิจกรรมนี้
- หนังสือ การดูแลผุ้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนวทางพระพุทธศาสนา
- ถอดบทเรียน การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่แพทย์ พยาบาล ผู้สนใจ (ควรอ่าน)
- คู่มือ การใช้ชีวิต และเตรียมตัวตายอย่างสงบ
- คู่มือ ฝึกปฏิบัติ : เผชิญความตายอย่างสงบ
- CD Mutimedia
สนใจติดตามรายละเอียด ติดต่อ เครือข่ายพุทธิกา
|