เวทีอภิปาย "ชีวิตและความตาย" |
เราทุกคนต้องตายไม่ช้าก็เร็ว ที่สำคัญคือเราตายได้ครั้งเดียวในชีวิตนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่ายิ่งที่เราทุกคนจะต้องเตรียมตัวตายให้ดีที่สุด เพราะหากพลาดพลั้งไป เราก็ไม่อาจแก้ตัวได้ สอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือสอบเข้าทำงาน เรายังมีโอกาสแก้ตัวได้หากสอบตก แต่เราไม่มีสิทธิทำอย่างนั้นได้กับความตาย
นี่เป็นเหตุผลประการแรกที่เราควรรู้จักความตายและเตรียมใจรับมือกับความตายขณะที่ยังมีเวลาอยู่ ประการต่อมาก็คือ แม้เราจะตายได้ครั้งเดียว แต่ขณะที่ยังไม่ตายนั้น เราไม่รู้ว่าในช่วงชีวิตนี้เราต้องเผชิญกับความตายของคนที่เรารัก และรู้จักอีกมายมายสักเท่าไหร่ อาจจะไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขสองหน่วย แต่อาจเป็นสาม หรือสี่หน่วย เช่น เวลาเกิดภาวะสงครามหรืออุบัติเหตุร้ายแรง ในสภาวะเช่นนี้การที่เราเข้าใจเรื่องความตายได้ดี ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราเผชิญกับความตายของคนที่เรารัก ได้อย่างดีเท่านั้น แต่เรายังสามารถที่จะช่วยคนเหล่านั้นได้ด้วย เราอาจจะช่วยให้เขาเหล่านั้นมีชีวิตยืนยาวไม่ได้ แต่เราสามารถช่วยให้เขาตายอย่างดีที่สุด หรือตายอย่างมีคุณภาพได้
ที่พูดมานี้เป็นเหตุผลในเชิงปัจเจกบุคคลอยู่มาก อย่างไรก็ตาม การศึกษาเรื่องความตายมีประโยชน์นอกเหนือจากประโยชน์ส่วนตัว หรือคุณค่าในเชิงปัจเจกบุคคล มันยังมีคุณค่าต่อสังคมทั้งสังคมเลยทีเดียว พิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่าความเข้าใจเรื่องความตายนั้นมีผลกำหนดสภาพความเป็นไป หรือทิศทางของสังคมไม่น้อยเลย ที่เห็นได้ชัดก็คือ เมื่อเราไม่สนใจเรื่องความตาย ปิดหูปิดตาไม่รับรู้เรื่องความตาย ไม่ช้าไม่นานเราก็จะหลงลืมไปว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องตาย คนจำนวนไม่น้อยในสังคมปัจจุบันอยู่ในสภาพที่เรียกว่าลืมตาย ลืมว่าจะต้องตาย ดังนั้นจึงเอาแต่แสวงหาเงินทอง ชื่อเสียง อำนาจ และความสำเร็จทางโลก โดยไม่คิดเลยว่าสิ่งเหล่านั้นจะช่วยเขาได้ไหมเมื่อความตายมาถึง และเขาจะเอาสิ่งเหล่านั้นไปได้ไหมเมื่อสิ้นลม พฤติกรรมเช่นนี้ยังส่งผลไปถึงแบบแผนของสังคมปัจจุบันที่มุ่งแต่ความเจริญเติบโตทางวัตถุ วัดความเจริญก้าวหน้าของประเทศโดยดูจากอัตราการเติบโตของจีดีพี และตัวเลขอีกไม่กี่ตัว เช่น ตัวเลขการซื้อขายในตลาดหุ้น และค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ คนทั้งสังคมสนใจตัวเลขเพียงไม่กี่ตัว เพราะเราลืมไปว่าเราจะต้องตาย และตัวเลขเหล่านี้มันช่วยอะไรเราไม่ได้เมื่อถึงเวลานั้น
ทำไมคนทุกวันนี้ถึงหลงลืมความตาย คำตอบประการหนึ่งก็คือ เพราะความตายถูกปิดปังเอาไว้จนยากจะเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ที่พูดนี้หมายถึงความตายที่ประสบสัมผัสด้วยตนเอง มิใช่ความตายที่เห็นทางโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ อันเป็นความตายที่อยู่ห่างไกล และเราไม่รู้สึกผูกพันด้วย หรือความตายในภาพยนตร์ และวีดีโอเกม ซึ่งเป็นความตายแบบเทียมๆ ส่วนความตายของคนทั่วๆ ไป เวลานี้ก็นิยมกันออกไปให้อยู่ห่างแม้กระทั่งจากคนใกล้ชิด เพราะเดี๋ยวนี้มักตายกันที่ห้องไอซียู ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก นอกจากนั้นยังมีการปิดกั้นไม่ให้เราได้สัมผัสพบเห็นกับคนตาย หาไม่ก็ตกแต่งให้ความตายเป็นเรื่องที่สะอาดไม่น่ากลัว เช่น ปิดผนึกไว้ในโลงที่มิดชิด หรือตกแต่งศพให้สวยงาม มีดอกไม้ประดับประดา เป็นต้น
ดังนั้นการเปิดเวทีเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทัศนะหลากหลายเกี่ยวกับความตาย จะเป็นสิ่งที่มากระตุ้นเตือนสังคม รวมถึงคนในสังคมที่อาจจะไม่เคยคิด หรือหลงลืมไปในชีวิตประจำวัน เพราะการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในสังคม ขาดความสงบ และการไตร่ตรองถึงสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต สรุปการเสวนาครั้งที่ผ่านมา เสวนาครั้งที่ ๑ เรื่อง เราตายอย่างไร
วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๗ ณ ตึกเอนกประสงค์ ๑ ชั้น ๔ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)
เสวนาครั้งที่ ๒ เรื่อง ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง
วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๘ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์
เสวนาครั้งที่ ๓ เรื่อง ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง : Life Lessons
วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ณ ตึกเอนกประสงค์ ๑ ชั้น ๔ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)
เสวนาครั้งที่ ๔ เรื่อง เมื่อคนรุ่นใหม่ถามหาความหมายของความตาย
วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ณ ห้องประชุม หนังสือพิมพ์ข่าวสด กรุงเทพฯ
สนใจติดตามรายละเอียด ติดต่อ เครือข่ายพุทธิกา
|