|
ไทยมีความสงบน้อยกว่าเอธิโอเปียและยูกานดา
ผลการสำรวจความสงบสุขของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จำนวน ๑๒๑ ประเทศ ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ต่ำมากคือ อันดับที่ ๑๐๕ ซึ่งต่ำกว่าประเทศเอธิโอเปีย (อันดับที่ ๑๐๓)และอูกานดา (อันดับที่ ๑๐๔) ทั้ง ๆ ที่ประเทศเหล่านี้มีกิตติศัพท์ในด้านสงครามกลางเมือง
การสำรวจดังกล่าวจัดทำโดยหน่วยวิจัยของนิตยสาร Economist อันทรงอิทธิพลในอังกฤษ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพระดับโลกเป็นคณะที่ปรึกษา การสำรวจดังกล่าวใช้ตัวชี้วัด ๒๔ ตัว อาทิ การเข้าถึงอาวุธ งบประมาณทหาร อาชญากรรม การคอร์รัปชั่น และการเคารพสิทธิมนุษยชน เป็นต้น ประเทศที่มีความสงบสุขมากที่สุด ๕ ประเทศได้แก่ นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ และญี่ปุ่น
การสำรวจดังกล่าวพบว่าประเทศที่มีความสงบสุขในอันดับต้น ๆ ล้วนเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในระดับสูง มีความก้าวหน้าด้านการศึกษา และมีสภาพเศรษฐกิจค่อนข้างดี แต่น่าสังเกตว่าสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่ ๙๖ เนื่องจากมีอาชญากรรมและนักโทษมาก อีกทั้งมีการทำสงครามภายนอก และงบประมาณทางทหารค่อนข้างสูง
สำหรับภูฐาน อยู่ในอันดับที่ ๑๙ สิงคโปร์ อันดับที่ ๒๙ เวียดนาม ไต้หวัน มาเลเซีย อยู่ในอันดับที่ ๓๕,๓๖ และ ๓๗ ตามลำดับ กัมพูชาและบังคลาเทศ อันดับที่ ๘๕ และ๘๖
คนรวยยิ่งรวยขึ้น และคนจนกลับจนลง
สำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลสำรวจความเหลื่อมล้ำรายได้ครัวเรือนว่า ในปี ๒๕๔๙ กลุ่มคนที่จนที่สุดของไทยมีรายได้ประจำเฉลี่ยเดือนละ ๗๙๗ ต่อคน ซึ่งต่ำกว่าเมื่อ ๒ ปีก่อน ๓๓ บาท ขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่รวยที่สุดของประเทศมีรายได้ประจำเฉลี่ยเดือนละ ๒๓,๗๙๓ บาทต่อคน เพิ่มขึ้น ๔,๙๓๐ บาท ซึ่งทำให้รายได้กลุ่มรวยสุดมากกว่ากลุ่มจนสุด ๒๙.๙ เท่า สูงกว่าช่วงปี ๒๕๔๗ ซึ่งมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพียง ๒๒.๗ เท่า
เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อแบ่งครัวเรือนทั่วประเทศเป็น ๑๐ กลุ่มจำนวนเท่ากัน ปรากฏว่ามีแต่กลุ่มครัวเรือนที่จนสุดเพียงกลุ่มเดียวที่มีรายได้ลดลง ขณะที่อีก ๙ กลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นทุกกลุ่ม โดยกลุ่มที่รวยสุดนอกจากจะมีรายได้เพิ่มมากที่สุดแล้ว ยังมีส่วนแบ่งของรายได้มากถึง ร้อยละ ๓๕.๒ ซึ่งสูงกว่าปี ๒๕๔๗ ที่มีส่วนแบ่งร้อยละ ๓๕.๒
การสำรวจดังกล่าวยังพบว่า รายได้รวมครัวเรือนไทยทั่วประเทศในปี ๒๕๔๘ คือ ๑๗,๗๘๗ บาทต่อเดือน สูงกว่า ๒ ปีก่อน ร้อยละ ๙ ขณะเดียวกันก็มีหนี้สินโดยเฉลี่ย ๑๑๖,๕๘๕ บาท เพิ่มขึ้นกว่า ๒ ปีก่อน ร้อยละ ๕.๖
ผลสอบของเด็กไทยตกต่ำลง
นายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ) เปิดเผยว่า จากการสุ่มสอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติ (NT) ของนักเรียนชั้นป.๖ และม.๓ ปี ๒๕๔๙ พบว่า คะแนนยังต่ำอยู่มาก กล่าวคือระดับชั้นป.๖ พบว่า ทำคะแนนภาษาไทยโดยเฉลี่ย ๑๗.๑๐ คะแนน (จากคะแนนเต็ม ๔๐ คะแนน) หรือร้อยละ ๔๒.๗๔ คณิตศาสตร์ ๑๕.๕๕ คะแนน หรือร้อยละ ๓๘.๘๖ วิทยาศาสตร์ ๑๗.๒๗ คะแนน หรือร้อยละ ๔๓.๑๗ ภาษาอังกฤษ ๑๓.๘๑ คะแนน หรือร้อยละ ๓๔.๕๑
ส่วนชั้นม.๓ ทำคะแนน ทำคะแนนภาษาไทยโดยเฉลี่ย ๑๗.๕๘ คะแนน หรือร้อยละ ๔๓.๙๔ คณิตศาสตร์ ๑๒.๔๖ คะแนน หรือร้อยละ ๓๑.๑๕ วิทยาศาสตร์ ๑๖.๖๗ คะแนน หรือร้อยละ ๓๙.๓๔ ภาษาอังกฤษ ๑๕.๗๔ คะแนน หรือร้อยละ ๓๐.๘๕ และสังคมศึกษา ๑๒.๓๔ คะแนน หรือร้อยละ ๔๑.๖๘
กล่าวโดยสรุป นักเรียนทั้งสองระดับส่วนใหญ่มีคะแนนระหว่าง ๑๑-๒๐ คะแนน คือไม่ถึงครึ่งในทุกวิชา นอกจากนั้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ พบว่า คะแนนเกือบทุกวิชาลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ ยกเว้นวิทยาศาสตร์ ที่คะแนนเพิ่มขึ้น
มหาวิทยาลัยผ่านประเมินคุณภาพไม่ถึงครึ่ง
นายสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)เปิดเผยว่า จากการประเมินคุณภาพสถาบันอุดมศึกษารอบ ๒ พบว่า ในบรรดาสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด ๒๖๐ แห่ง มีเพียง ๑๒๔ แห่ง หรือร้อยละ ๔๗.๖๙ เท่านั้นที่ผ่านการรับรอง อีก ๑๑๔ ได้รับการรับรองแบบมีเงื่อนไข และ ๒๑ แห่งไม่ผ่านการรับรอง
เมื่อจำแนกจะพบว่า มหาวิทยาลัยรัฐที่ผ่านการรับรองคุณภาพมี ๑๘ แห่ง (จาก ๒๔ แห่ง)หรือร้อยละ ๗๕ ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่ผ่านการรับรองมี ๒๔ แห่ง (จาก ๔๑ แห่ง) หรือร้อยละ ๕๘.๕๔ รองลงมาคือมหาวิทยาลัยเอกชน ผ่านการรับรองเพียง ๑๒ แห่ง (จาก ๕๔ แห่ง) หรือร้อยละ ๒๒.๒ อันดับ ๔ คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ผ่านการรับรองเพียง ๔ แห่ง (จาก ๓๘ แห่ง) หรือร้อยละ ๑๐.๕๓ ทางด้านสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทาง เช่น วิทยาลัยพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข ผ่านการรับรอง ๖๕ แห่ง(จาก ๙๓ แห่ง) หรือร้อยละ ๖๙.๘๙ วิทยาลัยชุมชน ผ่านการรับรอง ๑ แห่ง (จาก ๑๐ แห่ง) หรือร้อยละ ๑๐
นายสมหวังกล่าวว่า ผลที่ออกมายังไม่น่าพอใจ เพราะสถาบันอุดมศึกษาควรผ่านการรับรองทั้งหมด เนื่องจากเป็นสถาบันที่ต้องประสิทธิประสาทปริญญาบัตรแก่นักศึกษา นอกจากนั้นยังแสดงความห่วงมหาวิทยาลัยเอกชน เพราะผ่านการรับรองน้อยมาก
|