เปิดเล่ม
ข่าวใหญ่ในแวดวงพุทธศาสนาในช่วงนี้หนีไม่พ้นเรื่องจตุคามรามเทพและการเรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ สองเรื่องนี้ดูเผิน ๆ ไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่แท้ที่จริงมีความเกี่ยวพันกันอย่างมาก
สำหรับหลายคน กระแสความนิยมจนถึงกับหลงใหลในจตุคามรามเทพ เป็นสิ่งสะท้อนถึงความเสื่อมถอยทางด้านพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนาสอนให้เชื่อมั่นในความเพียรของตน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยการกระทำ หาใช่ด้วยการอ้อนวอนร้องขอไม่ แม้พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่ถือว่านั่นเป็นสรณะอันประเสริฐ แม้พุทธศาสนาจะสอนเรื่อง "มงคล" แต่มงคลนั้นจะเกิดขึ้นได้กับตนก็ด้วยการปฏิบัติคุณงามความดี มิใช่ด้วยการครอบครองบางสิ่งบางอย่าง ในพุทธศาสนา มีแต่ "ธรรมมงคล" แต่ไม่มี "วัตถุมงคล"
ด้วยเหตุนี้การเรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาประจำชาติ จึงน่าจะสมเหตุสมผล เพราะหากไม่ทำอะไรเสียเลย พุทธศาสนาก็จะตกต่ำเสื่อมถอยยิ่งไปกว่านี้
แต่เมื่อพิจารณาให้ดี จะพบความจริงข้อหนึ่งว่า หลายคนที่เรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น กลับเป็นคนกลุ่มเดียวกันกับที่หลงใหลในจตุคามรามเทพ บางท่านถึงกับจัดให้มีพิธีปลุกเสกจตุคามรามเทพในวัดของตนทีเดียว หาไม่ก็สนับสนุนส่งเสริมและมีส่วนร่วมกับพิธีดังกล่าว ซึ่งตอนนี้ขยายไปทั่วประเทศ และมีวัดที่เกี่ยวข้องนับพันวัด
คำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ พุทธศาสนาที่หลายท่านเรียกร้องให้เป็นศาสนาประจำชาตินั้น เป็นพุทธศาสนาเดียวกับที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ การบัญญัติให้พุทธศาสนา(ในความเข้าใจของบุคคลดังกล่าว)เป็นศาสนาประจำชาติ จะเรียกว่าเป็นความเจริญหรือความเสื่อมถอยของพุทธศาสนากันแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามแรกสุดที่จะต้องตกลงกันให้ได้จึงมิใช่ว่า พุทธศาสนาควรเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ได้แก่คำถามที่ว่า หลายท่านที่กำลังเรียกร้องอยู่ในเวลานี้เข้าใจพุทธศาสนาตรงกันหรือไม่ ถ้าเข้าใจไม่ตรงกัน ถึงแม้จะบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก็จะไม่ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะในที่สุดก็ต้องมาถกเถียงกันอีกว่า จะส่งเสริมและอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างไร ควรปล่อยให้พระสงฆ์ปลุกเสกจตุคามรามเทพอย่างอิสระเสรีต่อไปหรือไม่ และหากมีการควบคุมกวดขันการปลุกเสกจตุคามรามเทพในเขตอาราม จะถือว่าเป็นการปกป้องพุทธศาสนาหรือไม่
สองประเด็นนี้อันได้แก่กระแสจตุคามรามเทพและการเรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จึงเป็นประเด็นที่ควรทำความกระจ่าง ไม่ใช่แค่ไตร่ตรองถึงผลดีผลเสียเท่านั้น เพราะก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ควรคิดกันให้ชัดว่า เรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร เราเข้าใจพุทธศาสนาตรงกันหรือไม่ และคำว่าศาสนาประจำชาติหมายถึงอะไร และมีความสำคัญอย่างไร
จดหมายข่าวพุทธิกาฉบับนี้จึงเน้นสองประเด็นดังกล่าวโดยตรง แม้เนื้อหาในฉบับนี้อาจไม่ตอบคำถามดังกล่าวได้หมด แต่ก็น่าจะจุดประกายให้มีการคิดต่อ และร่วมกันพิจารณาว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เราชาวพุทธควรมีจุดยืนอย่างไร และควรมีท่าทีอย่างไรกับประเด็นดังกล่าวซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อสังคมไทยโดยรวม ไม่เฉพาะต่อแวดวงพุทธศาสนาเท่านั้น
สาราณียกร
|