มาช่วยกันทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจ

พระไพศาลวิสาโล

            ความตกต่ำทางศีลธรรมของผู้คน รวมทั้งความซวดเซของพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากการคุกคามจากภายนอก  ได้ทำให้ชาวพุทธจำนวนมากมีความเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องชูพุทธศาสนาให้กลับมามีความสำคัญในระดับชาติ   มาตรการหนึ่งก็คือการเรียกร้องให้มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างเด่นชัดว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
          แม้ว่าในอดีตพุทธศาสนาจะมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับชนชาติไทยทั้งในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยากจะปฏิเสธได้  แต่ในปัจจุบันประเทศไทยนับวันจะห่างไกลจากคำสอนทางพุทธศาสนายิ่งขึ้นเรื่อย ๆ (ซึ่งเป็นเหตุผลให้เกิดการรณรงค์เรียกร้องดังกล่าวข้างต้น)   เห็นได้จากปัญหาอาชญากรรมที่พุ่งไม่หยุด การคอร์รัปชั่นที่แพร่ระบาดไปทุกหย่อมหญ้าและทุกระดับ ความรุนแรงในครอบครัวโดยเฉพาะกับผู้หญิงและเด็ก   การหมกมุ่นในอบายมุขและการสำส่อนทางเพศ การหลงใหลวัตถุจนถึงขั้นบูชาเงินและพึ่งพิงวิงวอนอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จนไสยพาณิชย์ระบาดอย่างไม่เคยมีมาก่อน   ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดมีข้อกังขาว่าพุทธศาสนายังเป็นศาสนาประจำชาติอยู่อีกหรือ?
ไม่เป็นการเสียหาย กลับเป็นการดีด้วยซ้ำ หากเราพยายามทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นศาสนาประจำชาติ   แต่นั่นไม่สามารถเกิดขึ้นได้แม้แต่น้อยด้วยการเพิ่มข้อความดังกล่าวลงไปในรัฐธรรมนูญ    สมมติว่าวันนี้มีการระบุในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอย่างที่เรียกร้องกัน   ใช่หรือไม่ว่า การปล้นฆ่าข่มขืนและคอร์รัปชั่นก็ยังคงดำเนินต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ประเทศไทยยังคงได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์แห่งการเสพกามเช่นเคย  ผู้คนยังหมดตัวและฆ่าตัวตายหรือฆ่ากันตายไม่เว้นแต่ละวันเพราะอบายมุขเหมือนเดิม  แต่สิ่งที่อาจไม่เหมือนเดิมก็คือ ความฉงนสงสัยที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่คนต่างชาติต่างศาสนาว่า ในเมื่อพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของไทยแล้ว  แต่เหตุใดคนไทยยังมีพฤติกรรมเช่นนั้น?  พุทธศาสนาไม่ได้ทำให้คนไทยมีศีลธรรมสูงขึ้นเลยหรือ?
           หากจะทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นศาสนาประจำชาติอย่างแท้จริง  มีทางเดียวเท่านั้นคือทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นศาสนาประจำใจของผู้คนให้ได้  ชาวพุทธจึงควรระดมสรรพกำลังเพื่อการนี้ยิ่งกว่าอย่างอื่น   จริงอยู่พุทธศาสนาจะเป็นศาสนาประจำใจได้ ต้องอาศัยมาตรการต่าง ๆ มากมาย มิใช่แค่การเทศนาสั่งสอนเท่านั้น  มาตรการเหล่านี้ควรได้รับการสนับสนุนจากรัฐด้วย  เช่น การออกกฎหมาย  การช่วยเหลือด้านงบประมาณและบุคลากร   แต่บทบาทสำคัญของรัฐนั้นยังมีความสำคัญน้อยกว่าบทบาทของคณะสงฆ์และประชาชน   การระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  อาจเป็นเงื่อนไขผูกมัดรัฐให้ทำการอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างจริงจัง  แต่แทบจะไม่สามารถขับเคลื่อนคณะสงฆ์หรือประชาชนให้ทำอะไรเพื่อพุทธศาสนาได้เลย
         มักมีความเข้าใจว่าการที่พุทธศาสนาตกต่ำในเวลานี้เป็นเพราะการปล่อยปละละเลยของรัฐบาล   ดังนั้นถ้ารัฐให้การสนับสนุนมากกว่านี้ พุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงยิ่งขึ้น ไม่อ่อนแอซวดเซอย่างทุกวันนี้    หลายคนเรียกร้องให้รัฐบาลจัดหางบประมาณแก่สถาบันและกิจกรรมทางพุทธศาสนามากกว่านี้   คำถามก็คือทุกวันนี้วงการชาวพุทธขาดแคลนเงินทองจริงหรือ    คำตอบก็คือไม่ได้ขาดแคลนเลย  เงินทองที่สถาบันสงฆ์และวัดวาอารามได้รับจากประชาชนทั่วประเทศนั้นมีจำนวนมหาศาล   คำถามต่อไปก็คือ เงินเหล่านั้นถูกใช้ไปกับเรื่องอะไรบ้าง  คำตอบคือ ส่วนใหญ่ หมดไปกับวัตถุโดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง  ในขณะที่เงินนับร้อยหรือพันล้านถูกใช้ไปกับการสร้างโบสถ์อันงดงามตระการตา  แต่การศึกษาสำหรับพระเณร รวมทั้งการอบรมจริยธรรมสำหรับเยาวชนกลับขาดแคลนเงินทุนสนับสนุน  แม้แต่อาหารสำหรับพระเณรในสำนักเรียนตามหัวเมืองก็ยังไม่เพียงพอ   ในขณะที่บางวัดมีเงินหลายพันล้านบาท แต่หลายวัดทั่วประเทศกลับยากจน  (แม้กระนั้นหมู่บ้านที่รายล้อมวัดดังกล่าวกลับมีเงินสำหรับอบายมุขทั้งเหล้าและหวยปีละหลายแสนบาท)
          ปัญหาสำคัญที่สุดจึงมิได้อยู่ที่การขาดเงินหรือการปล่อยปละละเลยจากรัฐ    แต่เป็นเพราะวงการชาวพุทธในทุกระดับไม่ตระหนักถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับพุทธศาสนาต่างหาก  อีกทั้งยังขาดความร่วมมือในการฟื้นฟูพุทธศาสนาขึ้นมาในใจของผู้คน  ลองคิดดูว่าพุทธศาสนาจะเจริญมากกว่านี้สักเพียงใดหากวัดวาอารามที่ร่ำรวยมีความเอื้ออาทรต่อวัดที่ยากจน เช่น  ให้เงินสนับสนุนการศึกษาสำหรับพระเณรในชนบท  หรือจัดส่งบุคลากรไปช่วยสอน   ส่วนประชาชนก็เห็นคุณค่าของการศึกษาของพระเณร แทนที่จะปล่อยปละละเลยหรือสนใจสร้างวัตถุมากกว่าเพราะหวังโชคลาภ  
          จริงอยู่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความใส่ใจเท่าที่ควรในเรื่องการพระศาสนา  แม้กระนั้นสถานการณ์พุทธศาสนาจะไม่ซวดเซเท่านี้หากพุทธบริษัททุกฝ่ายตื่นตัวในหน้าที่ของตน  เริ่มตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงมา   ตัวอย่างเช่น การศึกษาของสงฆ์ ซึ่งกำลังอยู่ในสภาพที่วิกฤต ทุกวันนี้คณะสงฆ์ยังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้พระเณรได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง  กลับปล่อยให้วัดต่าง ๆ ดูแลกันเอง  คณะสงฆ์เพียงแต่จัดให้มีการสอบเท่านั้น   แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษาของสงฆ์ แต่ก็ไม่เคยมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้ง ๆ ที่มหาเถรสมาคมมีความรับผิดชอบโดยตรง ในสภาพเช่นนี้    แม้รัฐจะใส่ใจเพียงใด ก็ยากที่จะทำให้การศึกษาของสงฆ์กระเตื้องขึ้นได้ ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงการปฏิรูปการปกครองสงฆ์ ซึ่งแม้รัฐบาลจะตราร่างพระราช บัญญัติฉบับใหม่ออกมาแล้ว แต่ก็ค้างคามาจนทุกวันนี้ เพียงเพราะความขัดแย้งในคณะสงฆ์เอง โดยมหาเถรสมาคมลอยตัวเหนือปัญหา
           การพยายามผลักดันให้มีการตราในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีพื้นฐานมาจากความคิดที่ว่า พุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐเป็นสำคัญ   แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐเป็นแค่ปัจจัยสนับสนุนเท่านั้น  ปัจจัยหลักอยู่ที่คณะสงฆ์และประชาชน ถ้าปัจจัยหลักไม่ขยับ รัฐก็ทำอะไรได้น้อยมาก ดังกรณีการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์  ยิ่งในบางเรื่องด้วยแล้ว  รัฐแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย  โดยเฉพาะเรื่องพื้นฐาน เช่น  การทำให้วัดเป็นเขตปลอดเหล้า  ทั้ง ๆ ที่เหล้ากับพุทธศาสนานั้นเป็นปฏิปักษ์กันโดยตรง แต่ปัจจุบันการกินเหล้าในวัดโดยเฉพาะเมื่อมีงานผ้าป่า  งานกฐิน งานวัด หรืองานศพ  เป็นเรื่องธรรมดามากในหลายวัดทั่วประเทศ  ปัญหาอย่างนี้  มีแต่พระสงฆ์กับชาวบ้านเท่านั้นที่จะแก้ได้   แต่หลายวัดก็ทำไม่ได้  สาเหตุสำคัญอยู่ที่วัดอ่อนแอ ส่วนชาวบ้านก็ไม่ใส่ใจ  คำถามก็คือ หากพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญแล้ว  เหล้าจะหมดไปจากวัดหรือไม่? 
          ที่กล่าวมานี้ว่าเฉพาะปัญหาของพระสงฆ์อย่างเดียว  ปัญหาของพุทธศาสนายังครอบคลุมไปถึงปัญหาความเสื่อมทางด้านศีลธรรมและคุณภาพชีวิตของประชาชน   รัฐไม่ว่าจะทรงอำนาจเพียงใดก็ไม่สามารถทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจของประชาชนได้  ทำได้อย่างมากก็เพียงแค่บังคับให้คนเรียนวิชาศีลธรรมมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ทำให้คนมีศีลธรรมมากขึ้นเลย  แต่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐนั้นไร้น้ำยาหรือไร้ประโยชน์   ยังมีบทบาทหลายอย่างที่รัฐทำได้ แต่แทนที่จะคิดถึงการทำให้คนเรียนศีลธรรมหรือฟังเทศน์มากขึ้น  ควรนึกไปถึงการทำให้ครอบครัวและชุมชนเข้มแข็ง   ครอบครัวและชุมชนนั้นเป็นสถาบันทางศีลธรรมที่เคยมีความสำคัญมากในอดีต  แต่ทุกวันนี้อ่อนแอลงไปมากจนไม่อาจทำงานได้เหมือนเก่า   การสร้างกลไกทางสถาบันและกฎหมายที่ส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนเข็มแข็งขึ้น (เช่น ช่วยให้พ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น) เป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างศีลธรรมของผู้คนได้เป็นอย่างดี   การปฏิรูปสื่อมวลชนให้ปลอดพ้นจากอิทธิพลของบริโภคนิยม ก็เป็นหนึ่งในอีกหลายมาตรการที่รัฐควรทำ  แต่มาตรการเหล่านี้เราสามารถผลักให้เกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการตราในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
          การบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  นอกจากจะไม่สามารถทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจได้แล้ว  ยังทำให้ปัญหาต่าง ๆ ในแวดวงพุทธศาสนาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะเป็นการฝากความหวังไว้กับรัฐมากเกินไป จนกลายเป็นการพึ่งพารัฐและเรียกร้องจากรัฐแต่ฝ่ายเดียว แทนที่จะหันมาร่วมมือกันในหมู่พระสงฆ์กับประชาชน (โดยมีรัฐเป็นฝ่ายสนับสนุน)  วันนี้เราคิดแต่จะฟื้นฟูศีลธรรมโดยการผลักดันจากผู้มีอำนาจลงมา   ถึงเวลาแล้วที่คณะสงฆ์และประชาชนในทุกระดับจะหันมาร่วมมือกันและริเริ่มดำเนินการกันเอง เพื่อก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในระดับรากหญ้า อันจะเป็นฐานอันหนักแน่นสำหรับการผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
           การบัญญัติว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ นอกจากจะไม่ช่วยให้เกิดผลดีที่ตั้งใจแล้ว  ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา  ความแตกแยกระหว่างศาสนาเป็นประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงมาก  ปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเลย หากศาสนิกทั้งหลายนับถือศาสนาด้วยความใจกว้าง  แต่สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ไม่อาจทำให้เรากล่าวเช่นนั้นได้เต็มปาก  เพราะการติดยึดกับความเห็นของตนจนไม่ยอมรับทัศนะที่ต่างไปจากตนนั้น ปรากฏอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะเมื่อมีอิทธิพลของชาตินิยมเข้าไปเกี่ยวข้อง   การประกาศสาปแช่งหรือถึงขั้นขู่ทำร้ายคนที่มีความเห็นว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ มิใช่เป็นผลงานของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็ดี  หรือเห็นว่าคุณหญิงโมมิได้ทำวีรกรรมอย่างที่เชื่อกันก็ดี  หรือเห็นว่าไม่ควรกีดกันผู้หญิงให้เข้าไปบริเวณชั้นในของพระเจดีย์ที่มีพระธาตุอยู่ข้างในก็ดี  (ข้อกล่าวหาอย่างหนึ่งที่นิยมใช้กันก็คือ คนเหล่านี้ “ไม่ใช่คนไทย”) ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งมากจนทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับขันติธรรมของคนไทยจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน 
ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังกล่าวถึงก็เพราะว่า หากพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ก็ง่ายที่จะนำไปสู่ความคิดว่าเป็นไทยก็ต้องเป็นพุทธ  และเมื่อยึดติดกับความคิดดังกล่าวอย่างขาดขันติธรรม ก็อาจปลุกเร้าให้เกิดความขัดแย้งกับคนที่ต่างศาสนา (หรือแม้แต่กับคนศาสนาเดียวกันที่คิดต่างกัน  ) เช่นการกล่าวหาว่าเขาไม่ใช่ไทย  หรือเรียกร้องให้รัฐมีมาตรการที่เป็นบวกกับพุทธศาสนาแต่ส่งผลลบต่ออีกศาสนาหนึ่งโดยอ้างความเป็นไทย   ปฏิเสธไม่ได้ว่าความยึดติดศาสนาอย่างขาดขันติธรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับบางส่วนที่ถือตนว่าเป็นชาวพุทธเท่านั้น  หากยังเกิดกับบางส่วนที่เรียกตนว่าเป็นชาวมุสลิม  แม้คนเหล่านี้จะเป็นคนส่วนน้อย แต่ก็สามารถสร้างปัญหาร้ายแรงให้กับคนส่วนใหญ่ได้อย่างนึกไม่ถึง ดังที่กำลังเกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ไม่ว่าจะเห็นต่างกันอย่างไร  ขันติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง  ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับการทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ  ก็ควรหลีกเลี่ยงการกล่าวหาหรือประณามกัน โดยเฉพาะหากทั้งสองฝ่ายยังถือตัวว่าเป็นชาวพุทธ  อย่างน้อยไม่ควรโกรธเกลียดกัน เพราะนี้คือสิ่งที่ชี้ว่าเรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจหรือไม่       
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีเรื่องเล่าว่าหมอบรัดเลย์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน มายืนประกาศศาสนาหน้าร้านขายพระพุทธรูปแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ  และได้กล่าวโจมตีการนับถือพระพุทธรูป แต่เนื่องจากอากาศร้อน หมอบรัดเลย์พูดไม่นานก็เหนื่อย เจ้าของร้านซึ่งนั่งฟังอย่างสงบมาตลอด รู้สึกสงสารหมอบรัดเลย์ จึงเชิญมานั่งพักในร้าน แล้วถามว่าทำไมเขาจึงพูดเช่นนั้น  หมอบรัดเลย์รู้สึกประทับใจมากที่เจ้าของร้านไม่ได้โกรธตนเลย กลับมีน้ำใจเสียอีก จึงบันทึกเรื่องนี้ไว้เป็นหลักฐาน
เจ้าของร้านผู้นี้ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึงการมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจ   ในยุคที่ความเห็นแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว  เราควรมีขันติธรรมเช่นนี้กันให้มาก ๆ  หากคนไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจเช่นนี้แล้ว  จะตราในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว


ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ   ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ได้เคยทรงพยายามปฏิรูปการศึกษาสงฆ์   ด้วยการตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาธาตุวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมให้พระเป็นผู้นำในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง  ทั้ง ๆ ที่ความพยายามดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นพระอนุชา  แต่ก็ไปไม่ได้ตลอด ต้องหยุดชะงักไปเป็นเวลาหลายสิบปี เพราะถูกคัดค้านจากพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ส่วนมาก จนเมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงทรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ แต่ก็ในบางด้านบางระดับเท่านั้น