เมื่อคนรุ่นใหม่ถามหาความตาย

  นพ . โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

     เมื่อพูดถึงความตาย โดยมองผ่านชีวิตและงานของท่านพุทธทาส เราพูดได้ ๒ แง่ คือตายอย่างไร ท่านอาจารย์พยายามจะตีความแนวคิดต่างๆ ให้มันสมยุคสมสมัย ผมคิดว่า แนวทางการตีความของท่าน มันท้าทายทัศนะของสมัยใหม่ค่อนข้างมากคือ สำหรับบริบทสมัยใหม่ ความตายคือเรื่องไกลตัว พยายามเลื่อนให้ไกลตัวมากขึ้น คนตายจะไม่ตายที่บ้าน ลูกหลานจะไม่เห็น เพราะไปตายที่โรงพยาบาล จากโรงพยาบาลก็เลื่อนศพไปวัดเลย ซึ่งกระบวนการนี้ จะดึงให้ถอยห่างออกไปจากชีวิตคน พอเป็นแบบนี้ คนสมัยนี้จะไม่คุ้นเคยกับความตาย และพยายามดึงประเด็นเรื่องความตายเข้ามาว่า ตายเดี๋ยวนี้คือตายได้ทุกขณะ หรือว่าความตายมันปรากฏอยู่ในชีวิตทุกขณะอยู่แล้ว ผมคิดว่า ลักษณะอย่างนี้ จะเป็นการพยายามตีความผ่านตา ให้เข้ามาใกล้ชีวิตผู้คน ในลักษณะสังคมสมัยใหม่ จำเป็นคิดย้อนมาถามตนเองให้มากขึ้น

     การตายในทัศนะคนสมัยใหม่ ถือว่าเป็นการสูญเสีย เหมือนกับเป็นการสิ้นสุดลงของชีวิต เป็นการสูญเสีย เป็นการพลัดพราก แต่ท่านพุทธทาสชี้ว่า มันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นก็ได้ ความตายมันอาจจะเป็นโอกาสก็ได้ ท่านได้เสนอแนวความคิดที่ว่า ตกกระไดพลอยโจน คือในขณะที่เรากำลังสิ้นสุดลงของชีวิต ก็ใช้โอกาสนั้น ทำจิตของเราให้สมบูรณ์ที่สุด และน้อมรับความตายและเป็นส่วนหนึ่งของตายอย่างมีสติ นี่เป็นลักษณะการตีความ หรือช่วงชิงนิยามความตาย ที่มันต่างไปจากกระแสหลัก ให้เราย้อนกลับไปว่า ชีวิต หรือความหมายของชีวิต และความตายของนิยามชีวิตสมัยใหม่ อาจจะเป็นไปด้วยอย่างอื่น หรือถูกท้าทายเป็นอย่างอื่น

     ความตายก็เหมือนอย่างอื่นที่เขาช่วงชิงนิยาม หลาย ๆพวก หลาย ๆฝ่าย ทางสื่อมวลชนก็กำลังนิยามความตายบางลักษณะอยู่ เราดูได้จากตัวแทนของความตายที่นำเสนอบนหน้าหนังสือพิมพ์ หรือตามรายการทีวี หรือคนอื่นๆ ก็จะนิยามเป็นอื่นๆ แต่ความตายปัจจุบัน จะถูกนิยามโดยแพทย์ ซึ่งผมคิดว่า จะโยงไปถึงชีวิตของท่านพุทธทาสคือ นอกเหนือจากสิ่งที่ท่านพูดว่า ความตายในทัศนะของท่านเป็นอย่างไรแล้ว การอาพาธของท่านกับการมรณะของท่าน ก็ยังเป็นเรื่องที่ไปเกี่ยวโยงกับสถาบันการแพทย์ และมีการโต้แย้งถกเถียงกันว่า ความตายจะเป็นอย่างไร ซึ่งข้อโต้เถียงนั้น ยอมรับว่า การแพทย์ได้เข้ามานิยามว่า เมื่อไรจะตาย เมื่อไรควรจะตาย และเมื่อไรไม่น่าตาย ซึ่งลักษณะของความตายที่ถูกการแพทย์นิยาม ก็จะมีความหมายว่า เมื่อไรเรียกว่าตาย หยุดหายใจเรียกว่า ตายไหม หรือว่า จะต้องคลื่นสมองตายพร่าก่อน แล้วถึงเรียกว่า ตาย ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้วย

     จากการเสวนาในหัวข้อเดียวกัน เมื่อวันที่ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ห้องประชุม หนังสือพิมพ์ข่าวสด กรุงเทพฯ จัดโดย เครือข่ายธรรมโฆษณ์ เครือข่ายพุทธิกา หนังสือพิมพ์มติชน มูลนิธิซีเมนต์ไทย และสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ

     ดร . ไชยันต์ ไชยพร

       ความตายก็คงเป็นอย่างที่อาจารย์หมอโกมาตรบอกไว้ ปัจจุบันก็เป็นเรื่องของความสูญเสีย รู้สึกพลัดพราก การเมือง จะมองว่า เราเสียทรัพยากรมนุษย์ที่จะทำงานไป เศรษฐศาสตร์ยิ่งเห็นชัดกว่าว่า คนงานตายไป คนหายไป และแยกแยะด้วยว่า เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงตาย หรือพรรคการเมืองตาย แต่ถ้ามองให้ดี หากตายแล้วเกิดใหม่ หรือตายแล้วมีชีวิต ก็จะทำให้สังคมมองถึงภาพนักการเมืองได้ก็ดี ตายแล้วเกิดมีชีวิตใหม่ก็ได้ ผมยังติดใจนิดหนึ่งของหมอที่บอกว่า จะต้องมีการเตรียมตัวตาย ก็คงไม่มีใครจะปฏิเสธว่า คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย ซึ่งคงต้องเตรียม หากพูดถึงการบริหารจัดการ ที่คนเขาไปเรียนมา ไม่ว่า MBA หรือ MPA ต้องมีการวางแผน และวางไว้เป็นระบบ เช่น ผมจะมาพูดวันนี้บ่าย ๓ ถ้าผมไม่เตรียมตัวมา เท่ากับผมแย่มาก ผมเป็นคนไร้การบริหารจัดการเป็นที่สุด เพราะทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ต้องจัดการบริหาร เตรียมตัวตาย และประเด็นคือ ตายเมื่อไร ตายอย่างไร อย่างเมื่อวานผมรู้ว่า บ่าย ๓ จะต้องมาวันนี้ และที่นี่อย่างน้อย ผมต้องเตรียม แต่เราไม่รู้ว่า จะต้องตายเมื่อไร จะเตรียมเมื่อไร เตรียมพร้อมขนาดไหน เตรียมแบบสุดตัว หรือเตรียมแบบผ่อนส่ง คือเตรียมประกันชีวิต คือผ่อนส่งไปเรื่อยๆ คือคงไม่มีใครรู้ว่า ต้องเตรียมเมื่อไร อย่างไร หรือเลิกคิดไปเลยดีกว่า

 

     มุกหอม วงษ์เทศ

        ความตายเป็นเรื่องลึกลับ ไม่แน่ใจว่า เมื่อพูดถึงความตาย มันเป็น dying หรือ death ซึ่งเหมือนกับความตายเป็นเรื่องธรรมชาติก็ได้ หรือเป็นอภิปรัชญาบางอย่าง ที่จริงไม่มีใครบอกได้ว่า เรารู้จักความตาย ซึ่งทุกคนยังไม่ตาย เหมือนกับเรารู้จักชีวิต ความรัก ความกลัว ความเหงา เหมือนกับเราต้องมีประสบการณ์บางอย่างมาก่อนหรือเปล่า ถ้าทุกคนยังไม่เคยตาย สิ่งที่รับรู้เกี่ยวกับความตายก็คือ การเห็นคนอื่นตาย หรือการอ่านในสิ่งที่เห็นเกี่ยวกับความตาย ความจริงความตายก็อยู่รอบ ๆตัวเรา อย่างที่เดินทางมานี้ นี่เป็นเหตุการณ์จริง ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ ทำให้สงสัยว่า เป็นโรคหัวใจ ทำไมจึงเจ็บผิดปกติ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ตลกมาก และติดตัวไปว่า ระหว่างที่เราเตรียมเรื่องจะมาพูดเรื่องความตาย เราไม่ได้เตรียมตัวตาย ก็ตลกอีกในชีวิต แต่อย่างที่อาจารย์ทุกท่านว่าไว้ ถ้าเราเตรียมตัวตายก็ดีกว่าไม่เตรียมตัว

 

     นพ . โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

        ผมดูหนังเรื่องหนึ่ง มิใช่หนังสารคดี เรื่องความตายในวัฒนธรรมต่าง ๆ เขามีเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ผมเข้าใจว่าที่ฮ่องกง เขาอายุยังไม่มากเท่าไร ประมาณ ๖๐ กว่า แข็งแรงดี มีลูกไปเรียนเมืองนอก แต่เขาเตรียมตัวตาย วิธีการของเขาคือ เตรียมสถานที่ เอากระดูกของแกไปเก็บ และไปปัดกวาด และดูว่า หากแกตายไปแล้ว เพื่อนบ้านจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เป็นใครบ้าง และแกก็ไปซื้อชุดที่แกเตรียมไว้ใส่ในวันตาย รองเท้าจะเป็นอย่างไร เงินทองของแกมีน้อยอยู่แล้ว แต่ก็ทุ่มเทในการเตรียมตัว เขาพิถีพิถันมาก เพราะถือว่า เป็นการตายครั้งเดียวในชีวิต และไม่อยากให้ลูกหลานผิดหวัง คนจีนถือว่า ตายไปมีผลต่อลูกหลานในแง่หนึ่งของความเชื่อ

     เราเพิ่งจัดประชุมเรื่องการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย มีคนมาเล่าให้ฟังว่า เขาดูแลผู้ป่วยที่ใกล้ตายเป็นคนจีน และเขาอยากจะเลือกเวลาตาย ถ้าตายตอนเช้ามืดจะดีที่สุด ลูกหลานจะเจริญรุ่งเรือง เพราะว่า คนตายไม่ได้กิน จะเหลือไว้ให้ลูกหลานถึง 3 มื้อ หากตายตอนสายคือ กินไป ๑ มื้อแล้ว จะเหลือไว้ ๒ มื้อ ถ้าตายตอนเช้ามืด เขาจะไม่ชอบ เขาขอให้หมอใส่ยาเพิ่มความดัน อย่าให้ความดันตก เพราะจะได้ตายตอนมืด พอใส่ไปแล้ว มันก็ฟื้นขึ้น ความดันก็สูงขึ้น แต่มันไม่ตายตอนรุ่งสาง มันไปตายตอนบ่าย คือกินไปแล้ว ๒ มื้ออย่างนี้ก็มี ดังนั้นการเตรียมตัวตาย ผมคิดว่า ในแต่ละวัฒนธรรม คงมีการเตรียมตัว โดยคิดไม่เหมือนกัน

     สำหรับท่านพุทธทาสได้พูดไว้ คือเตรียมในมิติของจิตใจเป็นหลักคือ ทำอย่างไร เราจึงไม่ทุกข์ร้อนมากเมื่อเราจะตาย ซึ่งเป็นพื้นฐานของชีวิตแบบพุทธคือ ชีวิตเมื่อดำเนินมาก็มีความผูกพัน มีสิ่งค้างคาใจต่างๆ มีความทุกข์ ความร้อน ที่มาผูกพันกับชีวิต ครั้นมาถึงสุดปลายทางของชีวิต ก็มีความห่วงใย มีความวิตกต่อความพลัดพราก และทำอย่างไร เพื่อไม่มีสภาวะอย่างนั้น ในเวลาที่จะตาย ซึ่งท่านก็เสนอไปว่า ค่อย ๆตายไปล่วงหน้าก่อน เพื่อสลัดหลุดความวิตกกังวลในสิ่งต่าง ๆ อย่างเช่น หากเราผูกพันกับอะไร ๆมาก ๆ เราก็จะทุกข์มาก ก็ฝึกตั้งแต่น้อย ๆ เพื่อเป็นการเตรียมต่อไป หากทางการแพทย์ก็เป็นอย่างที่อาจารย์ไชยันต์ว่าไว้ มันตายไปได้อย่างที่นักวางแผนที่ดี โดยรู้ช่วงระยะเวลาว่า อย่างวันนี้ เราได้เตรียมไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว อีกกี่เปอร์เซ็นต์ถึงที่หมาย และถึงวันตาย ก็เตรียมได้มากแล้ว แต่ในความเป็นจริง เราก็เตรียมไม่ได้ เพราะว่า ไม่รู้จะตายเมื่อไร

 

     ดร . อรศรี งามวิทยาพงศ์

        เป็นไปได้ไหม ที่อาจารย์พุทธทาสคิดไว้ คือความตายของท่าน เน้นไปที่จิตวิญญาณมาก เพราะท่านเชื่อว่า ไม่ว่าจะตายตอนไหน ช่วงความตายนั้นจิตก็เป็นเรื่องสำคัญตลอดเวลา ดังนั้นอย่าให้ความรู้สึกของการกลัวตายเข้ามา เพราะว่า ความรู้สึกกลัวตายเป็นสัญชาติญาณของสัตว์โลกทุกชีวิต หากปล่อยให้มันคลุกคาม จะทำให้ความกลัวตาย ไปผลักดันการมีชีวิตอยู่ในบางรูปแบบหรือเปล่า ดังนั้นจึงรู้สึกว่า เมื่อท่านพูดถึงความตาย ท่านจะเน้นการตายก่อนตาย หรือเมื่อถึงช่วงการตายจริง ๆ ก็ไม่ต้องหอบสังขารหนีความตาย แต่การตายก่อนตาย นั้นหมายถึง อย่าให้เรื่องของจิตใจมันถูกความตายซึ่งเป็นธรรมชาติอยู่จริง มาคลุกคามอยู่ตลอดเวลา แล้วให้จัดการกับมัน หากจัดการแล้ว ต่อให้ต้องมาเจอความตายที่เป็นของจริง ก็ไม่ทุกข์ร้อน

 

     นพ . โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

       ในแง่หนึ่งที่เราพูดถึงการเตรียมตัวตาย หรือการฝึกเพื่อจะรับมือกับความตาย ได้มีการเปรียบเทียบหลายลักษณะ ลักษณะที่มักเปรียบเทียบ อันหนึ่งคือ มันต้องฝึกคลายกับการสอบซ่อม ต้องทำคะแนนสอบซ้อมไว้บ้าง พอถึงวันตายจริง จะได้รู้ถึงการปลดปล่อยออกไปได้ อย่างประสบการณ์ของบุคลากรทางการแพทย์ ก็เล่าให้ฟังว่า คนที่กำลังจะตาย จะทุรนทุราย ไม่ยอมตายสักที มันจะมีลักษณะอย่างไร

     เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลายคนที่ทำงานด้วย เขาก็เล่าให้ฟังว่า จะมีการอาละวาด มีความเกรี้ยวกราด หรือความโกรธอยู่ในตัว โกรธที่ชีวิตไม่ได้เป็นอย่างใจ หรือโกรธที่ยังไม่ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือโกรธที่ต้องพลัดพรากจากตนไป มันเหมือนกับความตายที่ไม่สันติเท่าไร เท่าที่เห็นได้ แต่กระบวนการบางส่วนที่พูดคุยถึงการเตรียมตัวตาย จะมุ่งไปที่ จะเตรียมตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดสภาวะที่ทุกข์สาหัส ในยามที่ต้องสูญเสีย เพราะว่า ความตายก็ถูกนิยามในเรื่องของความสูญเสีย ทุกสิ่งทุกอย่าง จะมีปฏิกิริยาออกมาอย่างนั้น

 

     ดร . อรศรี งามวิทยาพงศ์

       ท่านพุทธทาสเรียกคนตายไม่พร้อมว่า ตายโหง ซึ่งตรงกับคนโบราณเรียกเพราะตายโหงคือ คนที่ยังไม่อยากตายในทุกสภาพ ไม่ว่าจะนอนป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุ หรือคนที่ยังไม่อยากตายนอนทุรนทุราย แล้วอย่างนี้ อาจารย์ไชยันต์ เมื่อกี้ อาจารย์มีประเด็นอะไร

 

     ดร . ไชยันต์ ไชยพร

       มีครับ เมื่อหมอพูดถึงวัฒนธรรม คำว่า วัฒนธรรมนั้น น่าสนใจมาก เราคงต้องลองนึกถึงวัฒนธรรมของการตาย แยกกับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติของความตาย คือเราต้องมองศาสนาว่า เป็นวัฒนธรรมหนึ่ง และวัฒนธรรมของผู้หญิงฮ่องกง ก็เป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่ง ผมคิดว่า แต่ละวัฒนธรรมคงออกแบบการเตรียมตัวตาย ให้นำให้คนที่จะตายมีความสุขอยู่ดี ทุกวัฒนธรรม คงมีคำอธิบายถึงความตาย คือตายแล้วไปไหน และตายอย่างไรให้ตายอย่างมีความสุข

     ช่วงที่หมอเล่าถึงผู้หญิงคนนั้น ถ้าแกจัดแจงซื้อผ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว และแกได้ของครบถ้วนทุกอย่าง ผมคิดว่าแกคงไม่ทุรนทุราย ผมเดาเอานะ เพราะหมอพูดถึงคนไข้ที่โรงพยาบาลว่า พื้นฐานเขาเป็นอย่างไร เราก็ไม่ได้ไปดูตอนที่สารคดีเกี่ยวกับวัฒนธรรมการตายว่า เจ๊คนนั้นเมื่อตายแกทุรนทุราย หรือยิ้มพริ้ม

     แต่ผมมีข้อสมมติฐานว่า ทุกวัฒนธรรม คงมีคำอธิบายเรื่องความตาย และมีกลไกอธิบายถึงความตาย ตายอย่างมีความสุขทุกวัฒนธรรม คริสต์ก็มี อิสลามก็มี และเมื่อตายก็มีความสุข อย่างที่มีการหล่อหลอมกันมา คนทุรนทุราย ก็คงไม่ได้ถูกหล่อหลอมเกี่ยวกับวัฒนธรรมการตายของตนเองแน่ เพราะผมคิดว่า ที่หมอบอกการตายเป็นโอกาสที่ดี ผมนึกถึงโสเครติสในบทสนทนาเพลโต ที่เป็นบทสนทนาที่พูดถึงชีวิตและความตายของโสเครติสเอง โสเครติสบอกแกจะตาย ก็คงมีความสุข เพราะแกไม่ห่วงและมีโอกาสดี โอกาสดีเพราะอะไร ก็เพราะแกจะไปพบเทพที่แกรัก พบแต่คนดี ๆ กรีกมีวัฒนธรรมที่เชื่อว่า คนที่มีความเก่งกล้า สามารถรักทุกอย่าง เมื่อตายไปจะไปอยู่รวมกันในทำนองนั้น จะเห็นว่า อคิลิส ซึ่งแกไม่กลัวตาย เธคเตอร์ ก็ไม่กลัวตายแต่กลัวเมีย ทำอย่างไรได้ มันไม่ใช่ความผิดของฉัน ใครก็ต้องไปรบ เผอิญฆ่าคนผิด จึงฆ่า อคิลิส ไป เขาก็มีวัฒนธรรมของเขา และเขาก็คงมีความสุข เพียงแต่คนที่ทุรนทุราย หรือไม่ได้ไปศึกษาวัฒนธรรมของการตายของตนเอง เพราะเรียนจบทางวัฒนธรรมมา

 

     นพ . โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

       ปัญหาคือ วัฒนธรรมหนึ่ง ๆ มันไม่มีความเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ อย่างกรณีเราดูคนไข้ที่อยู่ในระยะสุดท้าย บางทีอยู่ในสังคมไทยด้วยกัน มาจาก ไม่ว่า จะเป็นพุทธ คริสต์ พี่น้องก็ไม่เหมือนกัน บางคนก็คิดว่า ต้องทุ่มเทเข้าไป มันยังมีโอกาส แม้ ๐.๐๐๐๑ เปอร์เซ็นต์ก็ไปให้สุดเต็มที่ ไม่งั้นเพื่อนบ้านเรา จะว่าเราอกตัญญู คือแม่เลี้ยงเรามา แม้หมดเงินหมดทองเท่าไร ก็ไม่ต้องนึกถึง มีนะครับ ๑๑ วันหมดไปหลายล้าน กรณีท่านพุทธทาสก็เช่นเดียวกัน ในช่วง admit ช่วงสุดท้าย ก็หมดไปหลายล้านในช่วงนั้น แต่ขณะเดียวกันก็มีพี่น้องคนอื่นว่า มันไม่ใช่การตายที่ดีที่ควรจะให้กับพ่อแม่ ดังนั้นมันมีการท้าทายของความคิด หรือการตีความหลายชุด

 

     ดร . ไชยันต์ ไชยพร

       คงต้องมีการแยกเป็นหลายส่วน และส่วนเฉพาะตัวเอง ที่จะตายกับอีกส่วนหนึ่ง เป็นความหมายทั่วไป ปฏิบัติกับตัวคนอื่น ที่จะตาย ส่วนแรกที่ผมบอกว่า ทุกวัฒนธรรมมีกลไกที่หลอกตัวเอง หรือทำให้เราสบายใจว่า จะตายอย่างไรจึงมีความสุข ทุกวัฒนธรรมมีแน่ ส่วนคนที่จะไปดูแลคนจะตาย จะมีทั้งรักจริง ๆ ไม่อยากให้ไปตาย หรือคนที่หน้าไหว้หลังหลอก โกหกก็มีเยอะ เพราะฉะนั้น มันจะต้องอยู่ต่อไป

 

     คุณ มุกหอม วงษ์เทศ

        คิดว่า จะต้องแยกความตายกับงานศพค่ะ พอตายไปแล้ว ปัญหาทั้งมวลคือ งานศพมากกว่าในสิ่งที่คนตายจัดการเองไม่ได้ จึงฝากฝังสั่งเสีย และอาจจะไม่ได้รับการปฏิบัติตาม ในการถกเถียงแย่งชิงอย่างที่อาจารย์ไชยันต์พูดไว้ เรื่องความตายเป็นวัฒนธรรมที่ทุกศาสนาจะให้ความหมายกับความตาย แต่เมื่อเปรียบเทียบกันดู จะพบว่า ความตายของแต่ละคน ที่อาจจะมีความหมายที่ขัดแย้งกัน หรือไม่ไปด้วยกันก็ได้ เพราะความหมายคงไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่แล้ว เข้าใจว่า มนุษย์คงต้องสร้างขึ้น มิใช่เป็นการค้นพบ เพราะฉะนั้นสรรพสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้มีความหมายในตัวเอง นอกจากมนุษย์จะเป็นผู้ให้ความหมาย ดังนั้นความตายก็เหมือนกัน ดูเหมือนจะไม่มีใครกล้าบอกว่า ความตายไม่มีความหมาย ทำไมความตายต้องมีความหมาย จริง ๆเมื่อเราไม่ได้เข้าใจความตาย แต่ว่า ความตายเป็นตัวตั้งที่จะอธิบายชีวิตมากกว่า เหมือนกับคนที่รู้ว่า จะตายเร็วๆนี้ จะรู้จักปรับเปลี่ยนชีวิตแบบถอนรากถอนโคน เช่น รู้ว่าเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย แม้ว่าจะเขียนหนังสือ หรือบอกกล่าวออกมา จะรู้ว่า จะปรับเปลี่ยนในการคิดชีวิตใหม่หมดเลย เมื่อรู้ว่า จะตายแล้ว แสดงว่า ความตายเป็นเรื่องที่เราต้องย้อนกลับไปคิดทั้งชีวิต มากกว่าตัวความตายเองหรือเปล่า เพราะว่า ความตายกำลังมาถึงอยู่แล้ว

     นพ . โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

        ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่น่าคิดว่า ในบริบทสมัยใหม่ คือความตายเหมือนกับว่า ถูกเลื่อนออกไปจากชีวิต และเราก็ไปเกี่ยวข้องกับมันน้อย ในแง่หนึ่ง เมื่อเราทำงานกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย จะได้พบกับเรื่องพวกนี้ว่า คนที่เฉียดตาย ผมเพิ่งอ่านบทความหนึ่ง ซึ่งเขียนโดยฝรั่งคนหนึ่ง เขาเขียนถึงความตายของตนเอง เนื่องจากเขาเป็นโรคภูมิแพ้ และภูมิแพ้ก็มีหลายลักษณะ ผมก็เป็นภูมิแพ้ อาจารย์ก็เป็นภูมิแพ้ เมื่อตื่นขึ้นมาคืนวันหนึ่ง เขาเกิดอาการที่ทางการแพทย์ถือว่า แพ้อย่างรุนแรง เป็น อะนาไซเลสติค อาการแพ้อย่างนี้ จะตายอย่างรวดเร็ว เขารู้ตัวแล้วว่า เขากำลังจะตาย เขารีบปลุกภรรยา แล้วรีบพากันนั่งรถจากบ้านเขาในชานเมืองชนบท ขับรถไปโรงพยาบาล ระยะเวลาที่เขารู้สึกว่า กำลังจะตาย เมื่อนั่งรถไปโรงพยาบาล เขาก็แปลกมากคือ มีสติค่อนข้างดี ในการรับรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเขาอยู่ในวัยที่เคยผ่านช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐ - ๑๙๖๐ ยุคนั้นมา และเคยใช้สารกระตุ้นหลอนประสาท ทางการแพทย์เราเรียกยาหลอนประสาท แต่ในความเป็นจริง มันถูกใช้ในวัฒนธรรมพื้นบ้านดีหลายแห่ง ในการที่จะทำให้คนเข้าถึงสำนึกบางอย่างที่โรคปกติ ชีวิตประจำวันไม่เปิดเผยตัวมันเองให้กับเรา

     พอเขานั่งรถจากบ้านไปโรงพยาบาล เขาเขียนบรรยายไว้อย่างละเอียด มันเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างในความรู้สึก นับจากช่วงที่เขาเริ่มมืดลง ตาเริ่มมัว เป็นสีเทา และดำมืดลงไปเรื่อย และความรู้สึก time และ space คือกาละเทศะ เวลามันเปลี่ยนไปอย่างไร และการใกล้ความตาย มันเปลี่ยนแปลงอย่างไร เขารู้สึกว่า มันหนักมาก หน่วงลงที่ศูนย์กลาง คือเขาแบกศีรษะเขาไม่ไหว เหมือนกับสังขารมันหนักมาก หนักกระทั่งเขาต้องทิ้งตัวไปที่เบาะรถ หลังจากนั้นก็ดิ่งลงไปในความมืดมากขึ้น และฟื้นอีกทีที่โรงพยาบาล แต่พอฟื้นมา ที่น่าสนใจคือ เขาเขียนบรรยายชีวิตว่า เขาฟื้นขึ้นมาจากที่เขาตายไปครั้งหนึ่ง มันน่าสนใจที่เมื่ออ่านบทความเขาแล้ว มันคล้ายกับบทความของคนที่ไปปฏิบัติธรรม ยกตัวอย่างเช่น เขาจะมีความรู้สึกอยู่กับปัจจุบันขณะ ได้ดีกว่าอดีตมาก คือ enjoy ชีวิตทุกวินาที และวิธีคิดวิธีมองโลกของเขาได้เปลี่ยนแปลงไป

     ผมมีความรู้สึกว่า ส่วนหนึ่งของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความตาย มันมีแง่มุมอย่างนี้ คือเมื่อมีคนมาเผชิญกับความตาย จะทำให้การมีชีวิตอยู่ในโลก หรือจะใช้ภาษาแบบไฮเดคเคอร์ว่าคือความจริงแท้ของชีวิต ได้ปรากฏให้เห็น และหลังจากนั้น ปานประหนึ่งว่า มีความตายเป็นเป้าหมาย ซึ่งไฮเดคเคอร์กล่าวว่าเหมือนกับมีชีวิตอยู่โดยสัมพันธ์กับความตายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในแง่นี้ ผมว่า คล้ายกับที่ท่านพุทธทาสว่าไว้คือ มันเหมือนกับมีมรณสติอยู่ตลอดเวลา มีความตายเป็นเครื่องเตือนอยู่ว่า ชีวิตนี้มัวโอ้เอ้อยู่ไม่ได้ หรือมัวแต่ไปเสียเวลากับเรื่องไร้สาระอยู่ไม่ได้ เราพบว่า คนที่ป่วยหนักแล้วฟื้นขึ้นมา เขาจะไปตัดสิ่งที่ไร้สาระของชีวิตออกไปมาก อันนี้เป็นแง่มุมที่ส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องที่ท่านพุทธทาสได้พูดทำนองนี้ไว้เหมือนกัน