ถอนฟ้อง “ ธัมมชโย ” กับ ค่านิยมหันหลังให้ความจริง

โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์หัวหิน

     ความเหมือนโดยบังเอิญระหว่างการปฏิเสธ " ทักษิณ " กับการปฏิเสธ " พระธัมมชโย " ( พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย คือ มีการปฏิเสธทักษิณแต่ไม่ได้ปฏิเสธพรรคไทยรักไทย มีการปฏิเสธพระธัมมชโยแต่ไม่ได้ปฏิเสธวัดพระธรรมกาย

สังคมต้องการให้ทักษิณเคลียร์ตัวเองในข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การเลี่ยงภาษีเป็นต้นตามกระบวนการยุติธรรมฉันใด ก็ต้องการให้พระธัมมชโยได้เคลียร์ตัวเองในข้อหาเรื่องเงินวัด เรื่องความซื่อตรงต่อพระไตรปิฎกเป็นต้นตามกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการทางพระธรรมวินัยฉันนั้น

แต่น่าเสียดายที่สังคมไม่มีโอกาสได้เห็นคุณทักษิณพิสูจน์ตนเองด้วยกระบวนการยุติธรรม และการถอนฟ้องคดีพระธัมมชโยกับลูกศิษย์เมื่อ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ก็ตัดโอกาสที่ท่านจะได้พิสูจน์ ความบริสุทธิ์ของตนเองหลังจากที่ถูกกล่าวหามานานกว่า ๗ ปี

การถอนฟ้องจึงแทนที่จะทำให้สังคมได้กระจ่างในความจริง กลับทำให้สังคมอยู่กับความคลุมเครืออีกต่อไป

โปรดพิจารณาเหตุผลของการถอนฟ้องคดีพระธัมมชโย ซึ่งสาระสำคัญมี ๓ ประการ ดังนี้

๑ . เพราะพระธัมมชโย คืนเงินและที่ดินมูลค่า ๙๕๙ , ๓๐๐ , ๐๐๐ บาท ให้แก่วัดพระธรรมกายแล้วจึงไม่ดำเนินคดีฐานยักยอกทรัพย์

๒ . เพราะได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาตรงตามพระไตรปิฎกและนโยบายของคณะสงฆ์ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งได้ให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือกิจการของศาสนาทั้งของคณะสงฆ์ ภาครัฐ และเอกชนจำนวนมาก

๓ . เพราะบ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่า เห็นว่าหากดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในศาสนจักร โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรและประชาชนทั้งในและต่างประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ

และไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามต่างๆ ตามมา เช่น

๑ . เป็นการทำลายบรรทัดฐานความยุติธรรมตามกฎหมายหรือไม่ ? ถ้ามีการจับใครก็ตาม และฟ้องดำเนินคดียักยอกทรัพย์แล้วเขายอมคืนเงินให้ก็ถือว่าไม่มีความผิด ต่อไปถ้านักการเมืองหรือใครๆ ถูกจับได้ว่าโกงเงิน แล้วยอมคืนเงินก็ต้องถือว่าไม่มีความผิดเช่นกันใช่หรือไม่

ที่สำคัญตามพุทธบัญญัติอาบัติปาราชิกที่พระภิกษุละเมิดแล้วขาดจากความเป็นพระที่ว่า " ภิกษุมีเจตนาถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น ได้ราคา ๕ มาสก ( ๑ บาท ) ขึ้นไป ต้องขาดจากความเป็นภิกษุ " องค์กรปกครองสงฆ์ที่มีหน้าที่วินิจฉัยจะยึดการจำหน่ายคดีนี้เป็นเหตุผลว่าพระธัมมชโยไม่ได้ต้องอาบัติปาราชิกได้หรือไม่

ผู้เขียนไม่เก่งภาษากฎหมาย แต่ข้อความว่า "... จำเลยที่ ๑ กับพวก ได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดซึ่งมีทั้งที่ดินและเงิน จำนวน ๙๕๙ , ๓๐๐ , ๐๐๐ บาท คืนให้แก่วัดพระธรรมกาย ..." ( มติชน , ๒๓ / ๘ / ๒๕๔๙ ) ตามภาษาสามัญทั่วไป " คืนให้ " หมายความว่า " ยืมหรือเอาของคนอื่นไปเป็นของตนเองแล้วจึงคืนแก่เจ้าของเดิม " ( แต่กรณีนี้ไม่ปรากฏว่าพระธัมมชโยได้ยืมเงินของวัดไปซื้อที่ดินในนามของตนเอง )

ถ้าในกรณีเช่นนี้ไม่ดำเนินคดีตามกฎหมายได้ จะถือว่าไม่ต้องอาบัติปาราชิกได้ด้วยหรือไม่ องค์กรสงฆ์ที่รับผิดชอบน่าจะอธิบายกับสังคม

๒ . จากเหตุผลข้อที่ ๒ องค์กรสงฆ์ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ควรอธิบายให้สังคมเข้าใจด้วยว่า ตามพุทธบัญญัติและประเพณีปฏิบัติของพระสงฆ์ เคยมีตัวอย่างปรากฏหรือไม่ว่า ถ้าพระภิกษุถูกกล่าวหาว่าต้องอาบัติถึงขั้นขาดจากความเป็นภิกษุแล้วสามารถอ้างคุณความดีของพระรูปนั้นมาลบล้างความผิด หรือเป็นเหตุผลให้ยุติการไต่สวนหาข้อเท็จจริงได้

๓ . เหตุผลข้อที่ ๓ ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลอย่างที่เรียกกันว่า " เหตุผลทางรัฐศาสตร์ " แต่เป็นเหตุผลที่น่าจะอยู่ในขั้นตอนการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลและเป็นดุลยพินิจของศาลมากกว่าที่จะเป็นข้อเสนอของอัยการมิใช่หรือ

ในสังคมที่ดีควรจะถือเป็นบรรทัดฐานได้หรือไม่ว่า ถ้าใครก็ตามซึ่งมีคนศรัทธามาก ( หรือมีคะแนนเสียงสนับสนุนมาก ) ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด เราไม่ควรดำเนินคดีกับเขาเพราะเกรงว่าสังคมจะแตกแยก

อันที่จริงฝ่ายที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พระธัมมชโย ไม่ได้รังเกียจนโยบายหรือเป้าหมายของวัดพระธรรมกาย ( เช่นเดียวกับคนที่ต่อต้าน " ทักษิณ " ก็ไม่ได้รังเกียจนโยบายของไทยรักไทย ) ที่มุ่งส่งเสริมให้คนเข้าวัดให้มากที่สุด ที่มุ่งเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก ที่ต้องการทำประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก และที่ก่อสร้างอาคารสถานที่ตลอดถึงมีรูปแบบการบริหารจัดการที่สามารถรองรับและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนเรือนแสน

แต่ที่ชาวพุทธจำนวนมากข้องใจคือ " วิธีการ " ของพระธัมมชโยต่างหาก ( เช่นเดียวกับข้องใจวิธีการจัดการแบบทักษิณ อ . นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายแล้วในมติชน , ๒๘ / ๘ / ๒๕๔๙ ) ที่ไม่โปร่งใส เช่น นำเงินของวัดไปซื้อที่ดินในชื่อตนเองและลูกศิษย์ใกล้ชิด ( ทักษิณถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน )

ไม่ตรงไปตรงมาหรือไม่ซื่อตรงต่อหลักคำสอนในพระไตรปิฎก ( ทักษิณอ้างว่า " ประชาธิปไตยเป็นเพียงวิถี " " ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง " " ต้องดูแลจังหวัดที่เลือกพรรครัฐบาลก่อน " ฯลฯ จึงถูกตั้งคำถามว่าใช้ประชาธิปไตยอย่างไม่ซื่อตรงต่อประชาธิปไตย ) เช่นสอนว่านิพพานเป็น " อัตตา " ทั้งที่ปรากฏชัดในพระไตรปิฎกว่า นิพพานเป็น " อนัตตา "

การถอนฟ้องคดี ( ทั้งที่มีการสืบพยานมาแล้วเกือบ ๑๐๐ ครั้ง เหลือสืบพยานอีกเพียง ๒ ครั้ง ก็จะขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ) จึงเป็นการตัดโอกาสที่พระธัมมชโยจะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ตนเองอย่างกระจ่างแจ้ง

เป็นการตัดโอกาสที่สังคมควรได้รับรู้ความจริง และเป็นการสร้างค่านิยมหันหลังให้กับความจริงแก่สังคม ทำให้น่าห่วงว่าสังคมที่ไม่สามารถใช้กระบวนการพิสูจน์ความจริงอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมาได้ จะเป็นสังคมที่คลุมเครือในเรื่องความถูกต้องชอบธรรม ใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล เกิดความขัดแย้งง่าย และขาดภูมิคุ้มกันความรุนแรง

     ถ้าวัดพระธรรมกายหันมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ตรงตามพระไตรปิฎกก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี
แต่การถอนคดีเพื่อจบปัญหาและไม่ดำเนินการทำความถูกต้องตามพระธรรมวินัยให้กระจ่าง จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้สังคมมีค่านิยมหันหลังให้ความจริงซึ่งอันตรายอย่างยิ่ง