มองอนาคต ผ่านฐานคิด และชีวิต ท่านพุทธทาส
สุวรรณา สถาอานันท์
เรื่อง โลกวิปริต ในทัศนะของอาจารย์พุทธทาส หากความคิดอีกด้านของความวิปริต มีความหมายว่า ความถูกต้อง ดิฉันเชื่อว่า ท่านพุทธทาสมีแนวความคิดเรื่องความถูกต้องอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ท่านจึงมองออกว่าสังคมวิปริต วิปริตคือความเป็นอื่น ที่สุดของความเป็นอื่น การบอกได้ว่าความเป็นอื่นคืออะไรต้องมีฐานคิดบางอย่างว่าอะไรคือความถูกต้อง วันนี้ดิฉันจะพูดถึงความเข้าใจเรื่องความถูกต้องในทัศนะอาจารย์พุทธทาส
ประการแรก อยากจะวิเคราะห์ให้เห็นว่าในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มีวิธีคิดเกี่ยวกับที่มา และลักษณะเกี่ยวกับความถูกต้องใหญ่ๆ กี่แบบ อะไรบ้าง แน่นอนว่าจะพูดครอบคลุมทั้งหมดไม่ได้ แต่วันนี้เลือกมาสี่แบบ แล้วจะชี้ให้เห็นว่าทัศนะอาจารย์พุทธทาสเข้าข่ายแบบไหน สองอยากจะมองว่าสังคมไทยตอนนี้กำลังปรับฐานคิดเกี่ยวกับความถูกต้อง จากแบบเดิมไปสู่แบบใหม่อย่างไรบ้าง 
ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา ดิฉันคิดว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จหลายด้าน พวกเรามีอายุยืนขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่มีการศึกษามากขึ้น อ่านออกเขียนได้มากขึ้น สุขภาพอนามัยทั่วไปดีขึ้น แต่ว่าปัญหาใหญ่หลายด้าน ปัญหาจากมุมมองของคนที่ศึกษามาทางมนุษยศาสตร์อย่างดิฉันเห็นว่ามีสองปัญหาใหญ่ ปัญหาที่หนึ่งคือเรื่อง ความหมาย ปัญหาที่สองคือจะหาความถูกต้องได้ที่ไหน ปัญหาเรื่องความหมายจะพูดนิดเดียว แต่วันนี้จะเน้นที่ปัญหาความถูกต้อง
ปัญหาเรื่องความหมาย เราดูได้จากสถิติฆ่าตัวตาย จากตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขในสี่ห้าปีที่ผ่านมา สถิติคนฆ่าตัวตาย ถ้าจำไม่ผิดประมาณ ๕๐ % มาจากผู้มีโรคที่รักษาไม่หาย แต่ที่น่าสนใจคือสถิติในวันนี้ ๓๗ % ของการฆ่าตัวตายมาจากปัญหาความสัมพันธ์กับคนที่มีความหมายกับเขา ดิฉันคิดว่าปัญหาการฆ่าตัวตายที่เพิ่มสูงในสี่ห้าปีที่ผ่านมาเป็นตัวชี้ปัญหายิ่งใหญ่อันหนึ่ง คือ ปัญหาสภาพขาดความหมายของชีวิต มีคนพูดติดตลกว่าในปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าคนมีอายุยืนขึ้น แต่เหตุผลที่ทำให้อยากมีอายุยืนน้อยลง ก็เป็นเรื่องความหมายของชีวิต ประเด็นที่สอง คือ ปัญหาความถูกต้อง ถ้าเราไปดูจากประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีวิธีหา ที่มา ของความถูกต้องหลายหนแล้ว ไม่ใช่เพียงตอนนี้ แต่ที่ใหญ่ๆ มีสี่แบบด้วยกัน
แบบที่หนึ่งคือ มนุษย์พยายามหา ความถูกต้องจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ในโลกโบราณ หลายสังคมมองหาความถูกต้องของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ในฐานะที่เป็นครอบครัวเครือญาติแล้วมนุษย์ก็ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาว่า การกระทำหรือพฤติกรรมใดที่จุนเจือเกื้อหนุนความสัมพันธ์กับธรรมชาติเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พฤติกรรมใดซึ่งล้มล้างหรือละเมิดหรือขัดแย้งสิ่งซึ่งจุนเจือความสัมพันธ์เชิงเครือญาติก็ถือว่าผิด เช่นในสังคมไทยจะมีคำประเภท อย่าผิดผี ในสังคมอินเดียแดงเขาจะนับญาติกับต้นสน เขาจะเรียกต้นสนว่าพี่ชายน้องสาว เขาจะเรียกแม่น้ำว่า สายเลือดของบรรพชน เวลาเขาเรียกว่าสายเลือดของบรรพชนเท่ากับเรานับญาติกับธรรมชาติ แต่ในโลกสมัยใหม่ ๔๐๐ ปีที่ผ่านมา เราเรียกน้ำว่า ไฮโดรเจนสอง ออกซิเจนหนึ่ง เราเรียกน้ำว่า H 2 O การเรียกน้ำว่า H 2 O เท่ากับการล้มเลิกวิธีนับญาติกับธรรมชาติ เราคงไม่ไปไหว้ H 2 O มันไม่ได้เป็นญาติกับเรา ที่เราเรียกว่า ทุนนิยม คือการที่เรามองธรรมชาติในฐานะวัตถุสสารที่เป็น ทรัพยากร เท่านั้น มิติอื่นๆ หายไป หรืออย่างในญี่ปุ่นเขาเรียกเจ้าที่เจ้าทางว่า คามิ ในฮาวายเขาเรียกภูเขาไฟระเบิดว่า เจ้าพ่อเปเล่ เวลาภูเขาไฟระเบิดก็คือเจ้าพ่อเปเล่กำลังโกรธ คือมองโลกธรรมชาติเหมือนเป็นมนุษย์ มีความสัมพันธ์กับเรา ใน คัมภีร์เต๋า บอกว่าการพูดมากขัดกับธรรมชาติ ไม่ถูกต้อง ถามว่าทำไม เขาบอกว่า พายุพัดจัดยังพัดไม่ถึงเช้า เพราะฉะนั้นถ้าเราศึกษาจากธรรมชาติ เราจะหาความถูกต้องได้
แบบที่สอง ความถูกต้องจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับประวัติศาสตร์ หรือบรรพชนหรือบุรพกษัตริย์ในอดีต ตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็คือขงจื๊อ ขงจื๊อไม่ได้เชื่อในพระเจ้า แล้วก็ไม่ได้นับญาติกับธรรมชาติ แต่ขงจื๊อเชื่อในความถูกต้องทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม จากประวัติศาสตร์ตัวอย่างที่ดีงามของบุรพกษัตริย์ในอดีต เชื่อว่าเป็นเครื่องชี้ทางให้กับมนุษย์ได้ เช่น วิธีการไว้ทุกข์ให้กับบรรพชนต้องไว้ทุกข์ ๓ ปี วิธีกตัญญูต่อพ่อแม่ นอกจากจะต้องดูแลเอาใจใส่ด้วยความอาทรเคารพรักแจ้ง เวลาไม่เห็นด้วยกับพ่อแม่ให้ทัดทานอย่างสุภาพ คือไม่ต้องเห็นด้วยทุกเรื่อง แต่ไม่ใช่ไปชี้หน้าด่าพ่อแม่ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง เหล่านี้เป็นการมองหาความถูกต้องจากขนบจารีตที่สืบทอดมาจากอดีต อันนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มนุษย์หาความถูกต้อง
แบบที่สาม มนุษย์หา ความถูกต้องจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า อันนี้เป็นแบบของกลุ่มคนที่เชื่อในเอกเทวนิยม คือ เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว สายยิว คริสต์ อิสลาม จะมองหาความถูกต้องจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า บางครั้งกฎเกณฑ์ที่บอกว่าอะไรถูกอะไรผิดจะบอกชัด เช่น บัญญติ ๑๐ ประการ หรือเสาหลัก ๕ ประการของอิสลาม แต่บ่อยครั้งการหาความถูกต้องของระบบความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวแบบเอกเทวนิยมไม่ชัดเจน เช่น พยายามหาว่าเจตจำนงของพระเจ้าคืออะไร คำนี้เป็นคำซึ่งอธิบายยากว่าคืออะไร แต่ถ้าเราไปดูจากบทปฐมกาลคือส่วนที่หนึ่งของ คัมภีร์ไบเบิล เราพบว่ามนุษย์ละเมิดคำสั่งของพระเจ้าไปกินผลไม้จากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ขอพูดมิติเดียวของเรื่องนี้ การกินผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว เวลาดูเราพบว่าสำนึกในศีลธรรมข้อแรกในศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว คือเรื่องความอาย สิ่งแรกที่มนุษย์ทำคือเอาใบไม้มาปกปิด มีคนถามว่าอดัมกับอีฟต้องอายด้วยหรือในเมื่อในสมัยนั้นอยู่กันสองคน เราต้องคิดว่าตอนนั้นยังไม่มีสังคม ความอายส่วนใหญ่จะมาจากสังคมจ้องมอง อาจจะเพราะด้อย ผิด หรือไร้สรรถภาพ เช่น อายเพราะจน อายเพราะขโมยแล้วถูกจับได้ อายที่ต้องนั่งรถเข็นหรือเป็นคนพิการ แต่สิ่งเหล่านี้ช่วงนั้นยังไม่มีสังคม ทำไมถึงอาย ก็มีนักวิชาการศาสนาอธิบาย ว่าอายเพราะสำนึกรู้ถึงศักยภาพของตนเองที่จะควบคุมความอยากของตนเอง ความอยากในที่นี้เรื่องแรกคือเรื่องเพศ เมื่อมนุษย์รู้ว่าตัวเองควบคุมได้ แล้วไม่ได้ควบคุมความอยากเหล่านั้น มนุษย์จึงอาย เราไม่เคยว่าสัตว์ผิดถ้าสัตว์มีความสัมพันธ์ทางเพศในที่สาธารณะ เราสร้างเกณฑ์บางอย่างจากความเข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าคืออะไร แต่ตรงนี้ถ้าจะให้เข้าใจละเอียดต้องอธิบายกันต่อไป แต่ประเด็นคือนี่คืออีกวิธีที่มนุษย์หาความถูกต้อง 
แบบที่สี่ คือแบบพุทธศาสนา มนุษย์หา ความถูกต้องจากความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาวธรรม อาจารย์พุทธทาสพูดบ่อยถึงความปกติซึ่งสื่อนัยถึงความสุขในภาษาไทย ปกติ สุข มันไปด้วยกัน อะไรที่ผิดปกติวิปริต จะไม่เป็นสุข ท่านพุทธทาสพูดถึงธรรมะคือธรรมชาติ แต่ธรรมชาติของอาจารย์พุทธทาสไม่ใช่ธรรมชาติแบบอินเดียแดง ไม่ใช่ไปนับญาติกับธรรมชาติ แต่คล้ายๆ ธรรมชาติเป็นกระบวนการของเหตุปัจจัย ซึ่งเมื่อเราเข้าใจกระบวนการนี้ เราจะเข้าใจถึงความถูกต้องว่าคืออะไรด้วย ในธรรมะสี่ความหมาย ของอาจารย์พุทธทาส ดิฉันคิดว่าส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือ อาจารย์พุทธทาสเห็นสัจธรรมเป็นกฎ แล้วถ้าเราเข้าใจกฎ เราจะเข้าใจจริยธรรมในฐานะที่เป็นหน้าที่ เวลาพูดว่าธรรมะแปลว่าหน้าที่ หมายความว่าอะไร ดิฉันคิดว่าหมายความว่าเป็นสิ่งซึ่งเราต้องทำ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ และอาจอยู่เหนือการให้คำตอบเกี่ยวกับความถูกต้องที่สังคมให้ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดเช่นการสะสม ถ้าเราคิดจากเกณฑ์ของสังคมทั่วไปการสะสมไม่ใช่สิ่งไม่ถูกต้อง การสะสมโดยชอบธรรมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าคิดในกรอบว่าธรรมะคือธรรมชาติ การสะสมอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ ดิฉันเคยไปฟังท่านเทศน์ยังประทับใจจนบัดนี้ อาจารย์ให้ดูต้นไม้ในสวนโมกข์ เวลาฤดูใบไม้ร่วง ถึงแม้ในไทยไม่ชัดเหมือนในซีกโลกเหนือบางประเทศ แต่เวลามันทิ้งใบ ต้นไม้มันไม่ขี้เหนียวกระเหม็ดกระแหม่ มันทิ้งหมดเลย แล้วหน้าฝนก็งอกใหม่ โลกธรรมชาติเป็นโลกซึ่งไม่สะสม ถึงเวลาทิ้งใบทิ้งหมดเลยไม่เสียดาย
ถ้าเรามองโลกอย่างอาจารย์พุทธทาส เราต้องเข้าใจว่าความถูกต้องคือการไม่สะสม ความถูกต้องในที่นี้อาจไม่ตรงกับความเข้าใจเรื่องความถูกต้องตรงกับสังคมปกติที่เราอยู่ โดยเฉพาะสังคมทุนนิยม เวลาอาจารย์พุทธทาสพูดถึงความถูกต้องว่าเป็นหน้าที่ ท่านไม่ได้พูดถึงหน้าที่ในความหมายของวิชาชีพ หน้าที่ความเป็นครู ผู้พิพากษา ทนาย ไม่ใช้ในแง่นั้น แต่หน้าที่ในความหมายถึง ชุดของกิจกรรมบางอย่างที่เราต้องทำ ถ้าเราต้องการให้เกิดภาวะสมดุลหรือความเป็นปกติสุขในตัวเราเองและในสังคม ซึ่งเป็นความหมายที่กว้างกว่าคำว่าหน้าที่ ที่เราพูดกันในเชิงสถาบัน
เรื่องการไม่สะสม เป็นสิ่งซึ่งอาจารย์พุทธทาสเขียนไว้ละเอียดขึ้นในหนังสือ ธัมมิกสังคมนิยม ท่านยกตัวอย่างพืช สัตว์ต่างๆ มากมาย ถึงแม้จะมีพืชที่เก็บอาหารไว้ที่ราก สัตว์บางชนิดเก็บอาหารไว้ในตัวเพื่อให้อบอุ่นแล้วนอนไปสามสี่เดือน แล้วค่อยๆ เอาอาหารออกมาใช้ แต่แม้ถึงสัตว์และพืชสะสม มันก็สะสมเท่าที่ร่างกายมันเก็บได้ แล้ววันหนึ่งเอาไว้ใช้ในยามขาดแคลน ไม่ใช่สะสมแบบมนุษย์ ดิฉันยังไม่เคยเจอสัตว์และพืชที่ทำตัวแบบชูชก เพราะฉะนั้นในแง่นี้ถ้าต้องการความปกติสุข ต้องมีความถูกต้องโดยดูแบบที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้สาธยายไว้แล้ว
ประเด็นต่อไปคือ ลักษณะความถูกต้องมีอยู่ ๕ แบบ จริงๆ มีมากกว่านี้ วันนี้ขอพูดเพียงเท่านี้ แบบแรกนี้เป็น ความถูกต้องเชิงกฎหมาย เวลาเราคิดถึงกฎหมาย เราหมายถึงสิ่งซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ขององค์กรระดับรัฐ ในสังคมที่รัฐทำหน้าที่แทนปัจเจกบุคคล สมัยก่อนเวลาคนสองคนทะเลาะกันก็ชกกันเองแบบ ตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่ในสังคมที่มีรัฐ รัฐจะเป็นผู้เข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง รัฐมีหน้าที่ไต่สวนไตร่ตรองและตัดสิน คำกล่าวอ้างที่ขัดแย้งกัน เมื่อผู้พิพากษาตัดสินสังคมจะยอมรับยุติ คำว่ายุติธรรมในภาษาไทยไม่ค่อยตรงกับคำว่า Justice เท่าไร จริงๆ แล้ว คำว่า ยุติธรรม แปลว่าตัดสินแล้วต้องยุติได้ ต้องหยุดได้ แต่กระบวนการ หยุด มีหลายขั้นตอน เช่น ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา มันมีหลายจุดก่อนที่จะหยุดจริงๆ จำเป็นที่จะต้องหยุดที่บางจุด ถ้าเราดูสัญลักษณ์ของความยุติธรรมสากล จะพบว่าเป็นผู้หญิงตาบอดมือหนึ่งถือดาบ อีกมือหนึ่งถือตาชั่ง การถือดาบคือเป็นความถูกต้องชนิดที่หากใครไม่เห็นด้วยไม่ยอมรับจะถูกลงโทษหรือถ้าตัดสินว่าผิดต้องถูกลงโทษ ดาบเป็นการลงโทษ ตาบอดเป็นความถูกต้องที่ต้องปลอดจากอคติ และตาชั่งต้องคงความสมดุลถือว่ามนุษย์เสมอภาคมีความเท่าเทียมกัน
แบบที่สอง ดิฉันเรียกว่าเป็น ความถูกต้องแบบเรียกร้อง เป็นลักษณะ Command วิธีคิดแบบนี้ของพุทธศาสนาจะไม่มี แต่สายเอกเทวนิยมค่อนข้างชัด เช่น พระเจ้าเรียกร้องให้มนุษย์รักพระเจ้า เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์ให้กำเนิดแก่สรรพสิ่ง ดังปรากฏใน คัมภีร์ไบเบิล บทที่หนึ่ง พระเยซูคริสต์เรียกร้องให้มนุษย์รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง อันนี้เป็นข้อเรียกร้องที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงในพวกที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว 
แบบที่สาม คือ ความถูกต้องแบบเมตตาหรือความรัก แบบนี้จะมีทั้งในศาสนาพุทธ ทั้งในสายที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ความถูกต้องในลักษณะนี้มีทั่วไปอย่างเช่น พ่อแม่รักลูกถึงจะถูกต้อง พ่อแม่ที่ไม่รักลูกไม่ถูกต้อง แต่วิธีรักแบบถูกต้องเป็นอีกเรื่อง หนึ่ง เช่น รักลูกด้วยเงิน นั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องรัก อย่างศาสนาคริสต์จะบอกว่าจงรักศัตรู ซึ่งเป็นการเรียกร้องมากกว่าศีลธรรมปกติ เท่าที่ทราบไม่มีศาสนาไหนนอกจากคริสต์ศาสนาที่สอนว่า เราต้องรักศัตรู มันยาก หรือว่าใครมาตบแก้มเราให้ยื่นแก้มอีกข้างหนึ่งให้ตบด้วย หรือใครมาขโมยเสื้อเราให้แถมเสื้อนอกอีกด้วย เหล่านี้เป็นข้อเรียกร้องซึ่งมากกว่าปกติของการยอมรับโดยทั่วไปของคำว่าศีลธรรมในสังคม แต่ศาสนาพุทธเราก็มี เช่นการให้อภัย เป็นความถูกต้องชนิดที่มาจากเสรีภาพของเราที่จะให้ ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างจะมากกว่าศีลธรรม
แบบที่สี่ เป็น ความถูกต้องแบบพันธะหน้าที่ อันนี้ในทางปรัชญาคนที่สำคัญที่สุดคือ อิมมานูเอล ค้านท์ คือเขาคิดว่าความถูกต้องคือสิ่งซึ่งจงใจให้เป็นสากลได้ เช่น ถ้าเราโกหก เราจงใจให้การโกหกเป็นกฎสากลไม่ได้ เพราะการโกหกจะสำเร็จต่อเมื่อคนฟังคิดว่าเราพูดความจริง เพราะนั้นเราจงใจให้การโกหกเป็นกฎสากลไม่ได้ แปลว่าการโกหกเป็นสิ่งที่ผิด แต่ถ้าเราพูดความจริง มันจงใจให้เป็นกฎสากลได้ เพราะทุกคนพูดความจริงแล้วเราเข้าใจสื่อสารตรงกันได้
การคิดถึงความถูกต้องเชิงพันธะหน้าที่ เป็นความคิดที่พัฒนามาเพื่อโต้แย้งจริยศาสตร์แบบที่ยึดถือเพียงวิธีคิดแบบประโยชน์นิยม คือ สิ่งที่ถูกต้องคือสิ่งที่ให้ประโยชน์สูงสุดต่อคนจำนวนมากที่สุด การคิดแบบนี้ทำให้คนส่วนน้อยบางคนถูกเสียสละ ซึ่งบางทีมีปัญหา เช่น เรื่องการฆ่าตัดตอน ถ้าคิดแบบประโยชน์นิยม อาจ ถูกต้อง เพราะคนส่วนน้อยต้องเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ พูดแบบเชื่อในหลักประโยชน์นิยม จริงๆ ไม่ใช่พูดแบบนักการเมืองที่เอาหลักประโยชน์นิยมมาทุศีลใช้เพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้แปลว่าประโยชน์นิยมไม่ได้คิดถึงสิทธิของแต่ละคนที่บางครั้งละเมิดไม่ได้
อันที่ห้า คือ ความถูกต้องมาจากประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ ในภาษาไทยปกติเราใช้ความถูกต้องจากวิธีแบบนี้ เวลาจะเวนคืนที่ดิน เวลาจะสร้างเขื่อน หลายครั้งเราจะพบประโยคว่า เพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ ดิฉันขอเสนอว่าในการอธิบายพุทธศาสนาแบบท่านพุทธทาส เน้นความถูกต้องแบบหน้าที่ในพุทธศาสนามากกว่านักคิดทางเถรวาทที่ผ่านมา ในบริบทของพุทธศาสนาเถรวาทไทย เรามักจะมองว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องความถูกต้องแบบให้อภัยหรือประโยชน์นิยม แต่อาจารย์พุทธทาสเป็นคนแรกเท่าที่ดิฉันทราบที่เน้นให้เห็นชัดเจนในพุทธจริยศาสตร์ก็มีมิติหน้าที่ด้วย ผ่านการอธิบายเรื่องธรรมะคือธรรมชาติ
ในอดีตที่ผ่านมา สังคมไทยเราอาจจะมีความถูกต้องแบบเมตตา แบบความรัก แบบให้อภัยค่อนข้างสูง เช่น การที่คนไทยให้อภัยค่อนข้างง่าย ลืมง่าย อดทน มีขันติธรรมค่อนข้างสูง ในวัฒนธรรมเรามีความเข้าใจความถูกต้องในเรื่องให้อภัยค่อนข้างสูง แต่ตอนนี้สังคมไทยกำลังพัฒนาความถูกต้องในแง่กฎหมายมากขึ้น แต่อาจกล่าวได้ว่าความถูกต้องแบบเดิมคือ แบบเมตตา ความรัก การให้อภัยกำลังอ่อนตัว ดูจากความอ่อนแอของครอบครัว ชุมชน แต่ความถูกต้องเชิงกฎหมายยังต้องพัฒนาอีกมาก เราดูจากตัวอย่างการจัดตั้งและการดำเนินงานของสถาบันนิติเวช ความถูกต้องแบบกฎหมายยากลำบากมากในสังคมเรา เพราะการที่จะพัฒนาความถูกต้องแบบกฎหมาย ต้องพัฒนากลไกการหาความจริงหรือข้อเท็จจริงที่เข้มข้น ไม่ใช่เป็นเพียงให้อภัย หรือแล้วแต่กรรมใครกรรมมัน
ในอดีตกฎแห่งกรรมถูกใช้ราวกับทดแทนความถูกต้องเชิงกฎหมาย แต่ตอนนี้สังคมไทยกำลังให้น้ำหนักกับความถูกต้องเชิงกฎหมายมากขึ้น หรือข้อเรียกร้องเรื่องธรรมาภิบาลขององค์กรรัฐต่างๆ ตรงนี้สังคมไทยคงกำลังหาความถูกต้องที่เกี่ยวกับรูปแบบทางกฎหมาย แล้วก็พัฒนาในระดับสถาบันมากขึ้น มองในแง่นี้ เราอาจกล่าวได้ว่า อาจารย์พุทธทาสได้วางรากฐานการคิดเรื่องความถูกต้องจากมุมมองพุทธศาสนาไว้อย่างสมสมัย เป็นพลังทางความคิดที่เอื้อต่อการพัฒนาสังคมได้อย่างดี
ปรับปรุงจากคำอภิปรายหัวข้อเรื่อง มองอนาคตผ่านฐานคิด และชีวิตท่านพุทธทาส
วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ณ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
|