สถาบันพุทธทาสภิกขุ
ศ . ดร . นิธิ เอียวศรีวงศ์
ความเป็นบุคคลสำคัญของโลกนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการประกาศขององค์กรระหว่างประเทศ แม้ว่าองค์กรนั้นๆ อาจใช้กระบวนการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบสักปานใดก็ตาม ความสำคัญของบุคคลนั้นจะมีแก่โลกเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่า " โลก " จะใช้ประโยชน์จากความคิดและการกระทำของเขามากน้อยเพียงใดต่างหาก . แต่ " โลก " จะใช้ประโยชน์ดังกล่าวได้ " โลก " ก็ต้องมีโอกาส นั่นคือมีโอกาสรับรู้ มีโอกาสได้รับแรงบันดาลใจ และมีโอกาสนำเอาไปปฏิบัติ
แม้มีชาวไทยหลายคนที่ได้รับการประกาศเป็นบุคคลสำคัญของโลกโดยยูเนสโก แต่ประเทศไทยแทบไม่ได้ทำอะไรในทางที่จะทำให้คุณค่าของความคิด และการกระทำของท่านเหล่านั้น เป็นประโยชน์แก่การแสวงหาทางออกให้แก่ปัญหาที่โลกต้องเผชิญอยู่เวลานี้ นอกจากฉลองกันเป็นการภายในของเราเอง หากจะมีการแปลผลงานของท่านเหล่านั้นออกเป็นภาษาอังกฤษบ้าง ส่วนใหญ่ ( คือไม่นับพระมหากษัตริย์ในอดีต ) แล้ว ก็เป็นความพากเพียรของเอกชนและองค์กรเอกชน และเท่าที่ทราบ ยังไม่มีเล่มใดถูกพิมพ์ซ้ำเลย ซึ่งไม่ได้แสดงคุณภาพของหนังสือเท่ากับคุณภาพของกลวิธีขยายความคิดนั้นแก่ชาวโลก 
ในกรณีของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเพิ่งได้รับประกาศเป็นบุคคลสำคัญของโลกในปีนี้ ความคิดและการกระทำของท่านมีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อโลก โดยอาศัยฐานทาง " ปัญญา " ของพระพุทธศาสนา ท่านพุทธทาสเสนอทางออกให้แก่วิกฤตที่โลกต้องเผชิญอยู่เวลานี้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงซึ่งเพิ่มขึ้นในหน่วยเล็กๆ ทางสังคม เช่น ครอบครัว ไปจนถึงในสังคมวงกว้าง และในสังคมโลก หรือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมอันเป็นภัยคุกคามการอยู่รอดของอารยธรรมมนุษย์ หรือการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจของทุนซึ่งมีกำลังมากขึ้นต่อประชาชนทั่วโลก ( ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศของตัวเอง ) ความก้าวหน้าของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่นำไปสู่ความสงบสุขของมวลมนุษย์ ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ ซึ่งขยายห่างมากขึ้น เพราะการกระจุกตัวของรายได้ไว้กับคนกลุ่มเล็กลงทุกที ฯลฯ
การฉลอง 100 ปีชาตกาลท่านพุทธทาสกลางท้องสนามหลวง โดยเน้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาระดับศีลธรรมในหมู่เยาวชน แม้เป็นการกระทำที่ดี แต่ดูจะไร้ความหมายเมื่อเปรียบเทียบกับมรดกทางสติปัญญาที่ท่านพุทธทาสทิ้งไว้ให้แก่ชาวโลก
การรับรองให้คนไทยเป็นบุคคลสำคัญของโลก เป็นแค่โอกาสให้คนไทยชุมนุมตบหลังตบไหล่กันเอง เพื่อบอกแก่กันว่าคนไทยนี้ดี คนไทยนี้เก่ง
ก็เท่านั้นเอง ฉะนั้น นอกจากจัดงานกลางท้องสนามหลวงแล้ว ไม่ดีกว่าหรอกหรือ ที่จะช่วยกันคิดทำอะไรที่จะยกมรดกของท่านพุทธทาสไปเป็นสมบัติร่วมกันของชาวโลก
ผู้เขียนขอเสนอโครงการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแก่สังคมไทยพิจารณา ( เมื่อไรที่ใช้คำว่าสังคม เมื่อนั้นก็รวมรัฐบาลอยู่ด้วย เพราะรัฐบาลควรเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ) น่าจะจัดตั้งสถาบันนานาชาติเพื่อทางออกจากวิกฤตโลกในนาม " สถาบันพุทธทาสภิกขุ " หรือ " สถาบันอินฺทปัญฺโญ " (Institute of The Great Wisdom) สถาบันนี้มีภารกิจที่จะศึกษาและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตด้านต่างๆ ที่โลกเผชิญอยู่เวลานี้ โดยอาศัยพระธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ และปรากฏอยู่ในนิกายต่างๆ ของพระพุทธศาสนาในโลก เพราะจะเป็นทางนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจวิกฤตต่างๆ ลึกลงไปกว่าระดับปรากฏการณ์ถึงระดับรากเหง้าได้ ก็จะพบทางออกที่แท้จริงหรือการปฏิวัติทางจิตใจซึ่งจะนำสันติสุขมาสู่โลกได้
ทั้งนี้สถาบันยังเปิดให้มองและแก้ปัญหานี้โดยใช้หลักธรรมคำสอนของศาสดาในศาสนาอื่นด้วย ดังที่ท่านพุทธทาสเองก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหลักธรรมในทุกศาสนา ( แม้การตีความของท่านอาจไม่เป็นที่ยอมรับจากนักคิดในศาสนาอื่นทั้งหมดก็ตาม )
เหตุที่ควรเป็นสถาบันนานาชาติ ไม่แต่เพียงต้องการให้สะดวกแก่การเผยแพร่ในภาษาซึ่งชาวโลกเข้าถึงได้ง่ายเท่านั้น แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าก็คือ เพื่อสามารถระดมนักปราชญ์ซึ่งสนใจประเด็นปัญหานี้ อันมีทั้งชาวพุทธและไม่ใช่ จากทั่วโลกมาร่วมมือกันได้อย่างจริงจัง
สถาบันควรมีจุดมุ่งหมายตั้งแต่เริ่มแรกที่จะประมวลความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจากทั่วโลกมาสั่งสมไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งเชื่อมโยงกับแหล่งความรู้ประเภทเดียวกันในโลกได้อย่างสะดวก เพราะสถาบันควรเป็นศูนย์กลางการศึกษาค้นคว้าความรู้ทางพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่งของโลก ที่สามารถอำนวยความสะดวกแก่นักศึกษาที่สนใจด้านนี้ได้อย่างดี ซึ่งจะดึงดูดนักศึกษาทั้งรุ่นใหม่และเก่าเข้ามาใช้บริการได้กว้างขวางทั่วโลก
สถาบันควรเชิญนักปราชญ์จากประเทศต่างๆ ที่มีชื่อเสียงด้านพระพุทธศาสนาให้เป็น " แขก " (visiting scholars) ของสถาบัน หมุนเวียนกันไปครั้งละหลายท่าน เพราะนอกจากสถาบันจะสามารถได้ประโยชน์จากการทำงานของท่านเหล่านั้นแล้ว สถาบันเองก็จะเป็นจุดเชื่อมโยงนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาให้สร้างงานหรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ชาวโลกได้กว้างขวางขึ้นด้วย
สถาบันควรมีกำลังทรัพย์และความสามารถพอที่จะอุดหนุนการเผยแพร่ผลงานของนักปราชญ์เหล่านั้น ช่วยลดอุปสรรคของตลาดงานประเภทนี้ซึ่งไม่สู้จะกว้างขวางนักลงบ้าง ( ไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด อาจร่วมทุนบางส่วนกับสำนักพิมพ์ , โรงถ่ายภาพยนตร์ , ผู้อำนวยการสร้างรายการโทรทัศน์ ฯลฯ )
สถาบันควรมีทุนการศึกษา หรือทุนอุดหนุนกิจกรรมของตนเอง เพื่อแจกจ่ายแก่บุคคลต่างๆ ทั่วโลกที่เสนอโครงการศึกษาหรือโครงการกิจกรรมที่สถาบันเห็นชอบและต้องการสนับสนุน เพราะสถาบันควรเป็นศูนย์แห่งหนึ่งในโลกที่ทำหน้าที่ " ปม " ที่เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวทั้งด้านการศึกษาและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อเปิดทางออกของวิกฤตแก่ชาวโลก
ในอีกด้านหนึ่ง สถาบันพุทธทาสภิกขุ ควรมีภารกิจด้านการเผยแพร่แก่ชาวบ้านธรรมดาด้วย ไม่ใช่เฉพาะนักปราชญ์ระดับโลกเท่านั้น ดังที่ท่านพุทธทาสเองไม่เคยทิ้งชาวบ้านหรือคนธรรมดาซึ่งไม่ใช่ปัญญาชนเลย อีกทั้งท่านยังคิดค้นวิธีการที่แยบคายหลายอย่างในการเผยแพร่ เช่น " โรงมหรสพทางวิญญาณ " เป็นต้น ภารกิจด้านนี้ควรถือเป็นภารกิจหลักอีกด้านหนึ่งของสถาบัน คือกระทำการเผยแพร่ด้วยวิธีการที่แยบคาย และมีประสิทธิผลแก่ประชาชนคนธรรมดาในโลกปัจจุบัน
ความสัมพันธ์ในโลกที่กว้างขวางของสถาบัน จะช่วยเผยแพร่ทั้งเนื้อหาและวิธีการแยบคายซึ่งสถาบันค้นพบให้เป็นประโยชน์ในสังคมต่างๆ
แน่นอนว่าสถาบันต้องมีเงินทุนจำนวนมาก แต่ก็ไม่เกินกำลังความสามารถของชาวโลกจะอุดหนุนได้ หากสังคมไทยรับภาระเป็นผู้ระดมกำลัง เงินก้อนแรกน่าจะมาจากรัฐไทยเอง และเริ่มระดมทุนจากสังคมไทย และจากองค์กร , มูลนิธิ และสังคมอื่นๆ ทั่วโลก พร้อมกับเริ่มดำเนินงานจากน้อยไปหามากได้เลย กิจกรรมและประโยชน์ของสถาบันจะเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความมีคุณประโยชน์ของสถาบันแก่ชาวโลก อันจะนำมาซึ่งเงินอุดหนุนได้อย่างสืบเนื่องต่อๆ ไป
คนไทยแต่ก่อนมีประเพณี " บอกบุญ " ซึ่งปัจจุบันความหมายเสื่อมลงจนกลายเป็นการ " เรี่ยไรเงิน " เท่านั้น แต่เดิมท่านหมายถึงการบอกถึงกิตติคุณของความดีแก่ผู้อื่น ยังความปลาบปลื้มแก่เขา และโน้มนำจิตใจเขาไปสู่ทางที่ดี ความสำคัญของท่านพุทธทาสต่อชาวโลกนั้นจะมีจริงหรือไม่ หาได้ขึ้นอยู่กับประกาศขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนไทยอยาก " บอกบุญ " แก่ชาวโลกหรือไม่ต่างหาก
|