ถึง ปิยมิตร

ในโอกาสครบรอบ ๒ ปี แห่งการจากไปของ เจริญ วัดอักษร

และครบรอบปีการจากไปของ พระสุพจน์ สุวโจ

ตลอดจน ๒ ปีเศษ สำหรับกรณีการถูกทำให้สูญหาย

ของทนายสมชาย นีละไพจิตร

ข้อสรุปประการหนึ่งสำหรับความอยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมไทย

ก็คือความล้มเหลว ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบคดีทั้งสาม ที่ไม่สามารถอำนวยความยุติธรรม

ได้อย่างที่ควรจะเป็น

ในโอกาสนี้ กลุ่มพุทธทาสศึกษาและผองเพื่อน

จึงขอความอนุเคราะห์มายังท่าน ในการร่วมแสดงออกต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว


หากท่านพร้อมจะสละเวลา

และพร้อมจะร่วมเรียกร้องความเป็นธรรม

กรุณาคลิกไปที่ http://thailand.ahrchk.net/dsi_petition/

เพื่ออ่านรายละเอียด และร่วมแสดงออกกับเรา

และหากท่านมีสื่อ ที่พร้อมจะประชาสัมพันธ์กิจกรรมนี้

หรือมีกลุ่มเพื่อน หรือมี mail list ที่พอจะช่วยกระจายข่าวเรื่องนี้

ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง

........................................................................
ด้วยภราดรภาพและสมานฉันท์

กลุ่มพุทธทาสศึกษา

และกลุ่มกัลยาณมิตรพระสุพจน์ สุวโจ


   ถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
   ต้องปฏิรูป ดีเอสไอ เพื่อสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

      โดยที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงยุติธรรม ตามพระราช บัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ . ศ . 2547 ให้มีอำนาจ หน้าที่ และโครงสร้างการบริหารองค์กรเพื่อการเป็น " องค์กรสหวิชาชีพที่ปฏิบัติงานเชิงรุก เพื่อป้องกัน ปราบปราม และควบคุมอาชญากรรมที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมุ่งอำนวยความยุติธรรม ด้วยความเชี่ยวชาญพิเศษ สุจริต โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ” นั้น ย่อมเป็นที่คาดหวังจากประชาชนทั่วไป ว่าจะเป็นหน่วยงานที่มี ประสิทธิภาพใน การปกป้องคุ้มครองสวัสดิภาพ และความผาสุกของประชาชน และผดุง ความยุติธรรมให้กับสังคมไท

   นับแต่ก่อตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมา เราพบว่านอกจากความกระตือรือร้นในการทำคดีตามความต้องการของผู้มีอำนาจในฝ่ายการเมืองแล้ว คดีสำคัญอื่นๆที่เป็นคดี “ ความผิดทางอาญาพิเศษ ที่มีความซับซ้อน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยมีผู้ทรงอิทธิพลที่สำคัญเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือสนับสนุน ” ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 ของพรบ . การสอบสวนคดีพิเศษ กลับล้มเหลวไร้ประสิทธิผลอย่างสิ้นเชิง ดังกรณีต่อไปนี้

      1) คดีการหายตัวของ ทนายความนักสิทธิมนุษยชน นายสมชาย นีละไพจิตร ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2547 สำนวนคดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ศาลลงโทษจำคุกจำเลยที่ เป็นเจ้าหน้าที่ ตำรวจได้เพียงรายเดียวในความผิดฐานข่มขืนใจ ( ป . อาญามาตรา 309 จำคุก 3 ปี ขณะนี้ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ) ส่วนจำเลยที่ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 4 คน ถูกยกฟ้อง ดีเอสไอ รับสำนวนไปดำเนินคดีติดตามหา ทนายสมชายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548 ไม่ปรากฏว่า มีการสืบสวนขยายผลเพื่อ หาตัวผู้ร่วมกระทำผิดอื่น ที่สำคัญ ดีเอสไอ ถูกกล่าวหาว่าปกปิดและ ปกป้องการกระทำผิดของ เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกันเองและ ผู้บงการที่ อยู่เบื้องหลังมารับโทษแต่อย่างใด ที่สำคัญที่สุด ดีเอสไอ ยังไม่สามารถระบุสถานะแท้จริงของ ทนายสมชายกระทั่งปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่เป็นคดีใหญ่และ ประชาชนให้ความสนใจอีกทั้งส่งผลถึงการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในภาคใต้

     2) คดีฆาตกรรมนายเจริญ วัดอักษร นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนักต่อสู้เพื่อชุมชน ถูกยิงเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยมเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 ต่อมาได้มีการจับกุมมือปืนและผู้จ้างวาน รวม 5 คน ดีเอสไอเร่งรีบส่งฟ้องศาลด้วยสำนวนคดี ที่บ่งชี้มูลเหตุของการฆาตกรรมไว้เพียง แค่ความขัดแย้งส่วนตัว อันเป็นที่แคลงใจของชาวบ้านบ่อนอก เป็นอย่างยิ่งว่าพยานหลักฐาน และสำนวนคดีจะสามารถเชื่อมโยง และมีน้ำหนักพอที่จะเอาผิดจำเลย ในชั้นศาลได้หรือไม่ ทั้งยังไม่มีการสืบสวนขยายผลเพื่อหาตัวผู้บงการ ที่แท้จริงทั้งที่ปรากฏวัตถุพยาน พยานบุคลลมากมาย ที่บ่งชี้ถึงมูลเหตุแท้จริงของการฆาตกรรม ที่แม้แต่ดีเอสไอก็เคยยอมรับว่า สืบเนื่องจากการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการปกป้อง ที่ดินสาธารณะของชุมชน

      3) คดีฆาตกรรมหลวงพี่สุพจน์ สุวโจ พระนักอนุรักษ์ที่อ . ฝาง จ . เชียงใหม่ ถูกฟันถึงแก่มรณภาพอย่างทารุณเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2548 ประมาณ 1 ปี ที่ดีเอสไอรับผิดชอบคดีนี้กลับ ไม่สามารถแม้เพียงการตั้งสมมุติฐานการฆาตกรรมว่า เกิดจากสาเหตุใด เนื่องจากไม่อาจระบุตัวผู้ต้องสงสัย ไม่มีประจักษ์พยาน ไม่พบอาวุธ ไม่มีการเก็บวัตถุพยาน ไม่มีการเก็บหลักฐาน ในที่เกิดเหตุอย่างเพียงพอมาตั้งแต่ต้น ล่าสุด ชุดสืบสวนสอบสวนของ ดีเอสไอเพิ่งแจ้งขอสอบปากคำญาติ และผู้เกี่ยวข้องซ้ำ โดยอ้างว่ากำลังจะรื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่

   คดีทั้งสาม มีลักษณะร่วมที่สำคัญประการหนึ่งคือผู้สูญหาย และผู้เสียชีวิตเหล่านั้น ล้วนเป็นบุคคลที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ และต่อสู้เพื่อพิทักษ์ความเป็นธรรม ความถูกต้องอย่างกล้าหาญ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ทั้ง ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองผู้มีอำนาจ และนายทุนอิทธิพล ในท้องถิ่น และระดับชาติอย่างรุนแรง ดังนั้น ความล้มเหลวของ ดีเอสไอในการกวาดล้างขบวนการอาชญา - กรรมร้ายแรงเหล่านี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ในระบบการยุติธรรมของชาติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อันอาจเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงวุ่นวายขึ้น ในสังคมในที่สุด ซึ่งรัฐบาลย่อมไม่สามารถ ปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ได้

   ด้วยเหตุนี้ พวกเราผู้มีรายชื่อข้างท้ายนี้ จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 2 ข้อ ดังนี้

      ข้อ 1 ขอให้มีคำสั่งปลด พล . ต . อ . สมบัติ อมรวิวัฒน์ ออกจากตำแหน่งอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยทันที ฐานหย่อนประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถ และมีพฤติกรรมขัดขวาง กระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง

     ข้อ 2 ขอให้แต่งตั้งอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ คนใหม่ ด้วยกระบวนการสรรหา ที่โปร่งใสและเปิดกว้าง เช่นเดียวกับการสรรหา ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอื่นๆ

   ทั้งนี้เพื่อมุ่งฟื้นฟูกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้เป็นหน่วยงานที่มีอิสระ ปลอดการครอบงำจากอำนาจหรืออิทธิพลใดๆ อันจักเป็นหนทางให้หน่วยงานนี้ มีส่วนสำคัญ ในการจรรโลงการยุติธรรม ให้บังเกิดขึ้นในสังคมสืบไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและดำเนินการ         

....................................................................................................